พีทีทีจีซีเปิดร่างแผนศึกษาผลกระทบจากน้ำมันดิบรั่ว 4 ชุดโครงการ แบ่งระยะจาก 1 เดือนถึง 1 ปี พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมตามผลศึกษา
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยถึงร่างแผนศึกษาผลกระทบจากน้ำมันดิบรั่วในส่วนของบริษัทที่จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงทรัพยากรธรณีและสิ่งแวดล้อมและผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้รับทราบเพื่อนำไปสู่การปฎิบัติว่า โปรแกรมการศึกษาดังกล่าว ได้จัดทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) จากประเทศออสเตรเลีย ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ชุดโครงการ โดยชุดโครงการที่ 1 จะมีการศึกษาใน 3 ด้าน คือ การรวบรวมข้อมูลเรื่องการกระจายตัวของน้ำมันบนผิวน้ำ,การระบุการกระจายตัวของน้ำมันใต้ผิวน้ำ และทรัพยากรทางทะเลที่ได้รับผลกระทบและอาจจะได้รับผลกระทบ
ชุดโครงการที่ 2 จะมีการศึกษาใน 7 ด้าน คือ การประเมินด้านปะการัง การติดตามและประเมินน้ำมันที่ตกค้างบนแนวชายฝั่ง,การติดตามและประเมินน้ำมันที่ตกค้างในตะกอนทะเล,การติดตามและประเมินน้ำมันที่ตกค้างในน้ำทะเล,ประเมินผลกระทบต่อการทำประมง,ประเมินผลกระทบทางธุรกิจด้านอื่นๆและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ชุดโครงการที่ 3 จะเป็นเรื่องของการชดเชยและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูและทดแทนความเสียหาย และการติดตามฟื้นฟูโดยธรรมชาติในระยะต่อไป ชุดโครงการที่4 จะเป็นการศึกษา เพื่อทบทวนแผนฉุกเฉินกรณีน้ำมันรั่วของพีทีทีจีซี การทบทวนการรับมือสถานการณ์ และการทบทวนการประสานงานกับชุมชน และชุดโครงการที่ 5 จะเป็นการปรับปรุงแนวทางการประสานงานเมื่อเกิดเหตุระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
นายอนนต์ กล่าวว่า ผลการศึกษาตามโปรแกรมดังกล่าวจะค่อยๆ ทยอยแล้วเสร็จภายใน 1 เดือนไปจนถึง 1 ปี ซึ่งหากผลการศึกษาระบุว่าเรื่องใดมีผลกระทบ ก็จะมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก เช่น ผลกระทบต่อชีวิตสัตว์น้ำ หรือ ผลกระทบด้านสุขภาพของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ที่เข้าไปจัดเก็บคราบน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลกระทบต่อการทำประมง หรือ ธุรกิจด้านอื่นๆ หากผลการศึกษาระบุว่ามีมากกว่า ที่บริษัทได้จ่ายชดเชยเบื้องต้นไปแล้ว ก็จะมีการจ่ายชดเชยเพิ่มเติมได้อีก
ในส่วนของแผนงานฟื้นฟูด้านสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นแผนเร่งด่วนที่จะดำเนินการในช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนธันวาคมนี้นั้น จะเน้นในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น โดยจะร่วมมือกับกรมประมง ในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่นกุ้งแซบ๊วย กุ้งกุลาดำ กุ้งทะเล ปูม้า ปลากะพงขาว หอยหวาน หมึก รวมกว่า 65 ล้านตัว การจัดมหกรรมอาหารทะเลร่วมกับจังหวัดระยองในวันที่ 31 สิงหาคม นี้ ส่วนการฟื้นฟูความเชื่อมั่นเรื่องของการท่องเที่ยว จะมีความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ที่จะประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเกาะเสม็ด โดยจะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยว 500 รายไปสัมมนาที่เกาะเสม็ด เพื่อจัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายทั้งรัสเซียและจีนให้มาเที่ยวที่เกาะเสม็ดให้มากขึ้น
สำหรับการเยียวยาผลกระทบระยะสั้นให้กับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพประมง โรงแรม ร้านอาหาร กลุ่มภาคบริการและกลุ่มอื่นๆ ที่ทางจังหวัดระยองเป็นผู้รับประสานงาน นั้น มีผู้ที่ได้รับผลกระทบลงทะเบียนเพื่อขอรับการชดเชยแล้ว 1,830 ราย รวมวงเงินประมาณ 50 ล้านบาท โดยยังเหลือ กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท และที่พักอื่นๆ ที่ใกล้จะได้ข้อสรุปในการชดเชยแล้ว ทั้งนี้เปิดให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ยังไม่ได้รับการชดเชย แจ้งรายละเอียดเพื่อที่จะรับการชดเชยมาได้อีก
ส่วนกรณี ที่มีการพบวัตถุคล้ายสีดำคล้ายก้อนน้ำมัน ในชายฝั่งทะเลจังหวัดระยอง และมีการสรุปจากสื่อมวลชนว่าเป็นน้ำมันดิบที่รั่วไหลนั้น ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้มีการนำตัวอย่างไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว พบว่า ส่วนหนึ่ง เป็นซากของแพลงตอน และส่วนที่มีลักษณะเหมือนทาร์บอล พบว่า มีองค์ประกอบที่ไม่ตรงกับน้ำมันดิบจากโอมานที่มีการั่วไหล นอกจากนี้ ในส่วนของเต่า และปลา ที่ตายมาเกยหาด นั้น ทางกรมประมงได้มีการผ่าพิสูจน์ดูแล้ว ระบุว่าไม่ได้เกิดจากคราบน้ำมันดิบที่รั่วไหล





