สินค้าดีแต่ขายไม่ได้ เงินที่ลงทุนไปก็เสียเปล่า สินค้าขายได้แน่ๆ แต่ต้นทุนการผลิตสูง ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
คงเปรียบเป็นม้าตีนปลาย สำหรับสินค้าน้ำมัน "รำข้าว" เพราะแม้ตอนออกสตาร์ทอาจทำได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ที่สุดแล้วก็กลายเป็นม้าที่วิ่งเข้าเส้นชัยได้อย่างงดงามโดยไม่มีใครคาดถึง
บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว "คิง" ก็คือกรณีตัวอย่างของความสำเร็จที่เกิดจากความเพียรพยายามสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคได้เล็งเห็นถึงข้อดีที่มีอยู่มากมายในน้ำมันรำข้าว
ซึ่งเมื่อตลาดให้ความยอมรับ ก็เหมือนกับไฟไหม้ฟาง เพราะเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาบริษัทนี้เติบโตแบบทวีคูณ จากจุดเริ่มเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ที่เคยมีพนักงานเพียงไม่กี่คน ก็กำลังจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 500 คนทันทีภายหลังที่โรงงานแห่งที่สามซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ก่อสร้างเสร็จและพร้อมเดินเครื่องภายในปลายปีนี้
ความจำเป็นที่ติดตามมาก็คือ การปรับโครงสร้างองค์กร และระบบงาน HR ที่ต้องให้สอดคล้องกับขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น
"คนของเราเริ่มเยอะขึ้น การบริหารคนคงจะทำแบบเก่าไม่ได้ ต้องเริ่มคิดวางแผนถึงการวาง Career Path หรือเส้นทางความก้าวหน้าให้พวกเขา คิดว่าต้องมีการเทรนนิ่งอย่างไรให้พวกเขา ต้องมองหาว่าใครควรจะเป็น Successor ในแต่ละตำแหน่งงาน ต้องมองถึงการ Rotation เพื่อให้พนักงานแต่ละหน่วยงานรู้จักงานในส่วนงานอื่นๆ ด้วย เพื่อให้มองเห็นถึงความยากลำบากในการทำงานของหน่วยงานอื่น เพราะที่สุดจะทำให้เกิดการสร้าง Teamwork ที่ดี"
ประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด กล่าว
ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ปี 2556 จึงกลายเป็นปีที่บริษัทแห่งนี้มีการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยการลงทุนสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่อำเภอสีคิ้วกว่า 1,500 ล้านบาท รวมถึงการว่าจ้างที่ปรึกษามาช่วยปรับโครงสร้างองค์กร
เช่นเดียวกับหลายต่อหลายองค์กร ที่เป้าหมายของ บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ก็คือ การก้าวสู่ระดับ "อินเตอร์"
ซึ่งหมายถึง การได้รับความยอมรับในเรื่องคุณภาพของสินค้า การมีจรรยาบรรณ การคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสามารถทำให้พนักงานในองค์กรมีความสุข ฯลฯ
และที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับ "คน" เท่านั้นที่จะขับเคลื่อนความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้
นั่นยังหมายรวมถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกันของพี่น้องในครอบครัว "สันติวัฒนา" ด้วย
นอกจากการปรับโครงสร้างระบบบริหารคนในองค์กรแล้ว ประวิทย์บอกว่าในเวลานี้ กลุ่มพี่น้องสันติวัฒนากำลังคุยถึงการจัดทำ "ธรรมนูญครอบครัว" เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในเจนเนอเรชั่นต่อไป
"แม้ว่าไม่เคยเกิดปัญหาในรุ่นของผมซึ่งถือว่าเป็นเจนเนอเรชั่นแรก เพราะเราพี่น้องเติบโตมาด้วยกันกินนอนมาด้วยกัน ทำให้เกิดความเข้าใจ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงปัญหาจะไม่เกิดขึ้นกับคนรุ่นถัดไป ซึ่งในเวลานี้รุ่นลูกๆ ของพวกเราซึ่งมีอายุประมาณ 30 ต้นๆ ก็เริ่มเข้ามาสืบทอดกิจการกันแล้ว"
การเติบโตของธุรกิจไม่ควรต้องสะดุดและพังทลาย จากความคิดต่าง จากความแตกแยกและขาดความปรองดองกันระหว่างพี่น้อง ด้วยโลกทุกวันนี้ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายนานับประการ
ถามว่า อะไรคือความกังวลของธุรกิจน้ำมันรำข้าว?
แยกออกเป็นสองส่วน ประวิทย์บอกว่า ถ้าเป็นปัจจัยภายนอกคงต้องจ้องมอง "ประเทศจีน" อย่างไม่กะพริบตา เพราะเขาได้ยินมาว่านักธุรกิจประเทศจีนก็ให้ความสนใจจะผลิตและจำหน่ายสินค้าน้ำมันรำข้าวอย่างจริงจัง
"ผมมองว่ามันเป็นทั้งปัญหาและโอกาสในเวลาเดียวกัน เพราะหากประเทศจีนที่ยิ่งใหญ่สนใจจะผลิตน้ำมันรำข้าว แน่นอนว่าเขาอาจจะส่งสินค้ามาขายแข่งกับเรา ตรงกันข้ามหากเขาจริงเขาก็ต้องทำการตลาด ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยโปรโมทสินค้าน้ำมันรำข้าวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น"
ขณะที่ประวิทย์เชื่อว่าด้วยจำนวนประชากรมากมายมหาศาลของประเทศจีนคงทำได้เพียงการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น และเชื่อว่า "คิง" จะโดดเด่นกว่ามากในเรื่องคุณภาพของสินค้า
ปัญหาอีกเรื่องที่ถือว่ามีความอ่อนไหวก็คือ "ราคาวัตถุดิบ" ซึ่งหนีไม่พ้นโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาล ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจวางแผนได้ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ดี เป็นที่รู้กันดีว่า ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายนอกเปรียบเหมือนฟ้าฝน คงไม่มีใครสามารถห้ามหรือควบคุมได้ จึงต้องกลับมาดูว่า แล้วอะไรคือปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายในองค์กร (ที่แม้ว่ายากแต่ก็คงไม่เกินความสามารถในการฝ่าฟัน)
ประวิทย์บอกว่า หนีไม่พ้นเรื่องของ "คน" ที่ต้องอาศัยการลงลึกในรายละเอียด รวมถึงการบริหารจัดการที่ดี
"ถ้าถามว่า ตำแหน่งงานไหนคือหัวใจของธุรกิจที่กำลังทำอยู่ ผมว่าทุกตำแหน่งงาน เพราะความจำเป็นของทุกธุรกิจก็คือ ต้องขายของให้ได้ จึงต้องมีเรื่องของการตลาดเข้ามาช่วย ต้องมีการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ต้องมีความแตกต่างซึ่งหมายถึงนวัตกรรมที่เกิดจากการค้นคว้าวิจัยมีระบบข้อมูล มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ดี ตลอดจนธุรกิจต้องมีระบบ Back Office และระบบบัญชีที่ดี เป็นต้น "
การปรับค่าแรงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อทุกธุรกิจ?
ประวิทย์ยอมรับในเรื่องนี้ กระทั่งบริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ที่ร้อยวันพันปีพนักงานไม่เคยมีความคิดที่จะลาออก ก็กลับมีพนักงานขอลาออกแต่ก็ถือว่ามีจำนวนน้อยเพียงสามถึงสี่คนเท่านั้น
"ตอนนี้ผมว่า HR คือตำแหน่งที่หายากที่สุด ต้องยอมรับว่าในอดีตหลายๆ บริษัทไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการคน มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่มองเห็นและให้ความสำคัญ แต่เมื่อบริษัทเราซึ่งเคยมีขนาดเล็กขยับขยายใหญ่ขึ้นและเป็นเวลาเดียวกับที่มีนโยบายปรับค่าแรงเกิดขึ้น ก็เลยเกิดความวุ่นวายและต้องการ HR เข้ามาช่วยจัดการ"
บทบาทหน้าที่ของเขาในเวลานี้คือ?
"ผมยังคงดูในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดูเรื่องการตลาด ซึ่งตัวของผมต้องมองแนวโน้มธุรกิจให้ออก เพราะหากทำสินค้าออกมาแล้วขายไม่ได้ เงินที่ลงทุนวิจัยพัฒนาไปก็เสียเปล่า ขณะที่ถ้ามองเห็นโอกาสแล้วว่าสินค้าต้องขายได้แน่ๆ แต่ต้นทุนการผลิตกลับสูงมาก ในเชิงธุรกิจก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน"
ประวิทย์บอกว่า ไม่มีอะไรเป็นสูตรที่ตายตัว เคล็ดลับก็คือ ต้องเพิ่มพูนความรู้ของตัวเองให้มากๆ โดยการอ่านหนังสือ รวมทั้งการไปแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นๆ อยู่เสมอ


