วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลงานไตรมาส2 'เผือกร้อน'การบินไทย

"หากไม่ปรับกลยุทธ์การขายจะเป็นหายนะของการบินไทย" : สรจักร เกษมสุวรรณ ดีดีการบินไทย

ผลประกอบการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงไตรมาส 2 ของทุกปี ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาขาดทุน เพราะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ปริมาณผู้โดยสารจึงต่ำกว่าปกติ และเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ผลประกอบการของการบินไทยมักถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการประเมินผลงานของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

อย่างไรก็ตาม หากจะนำผลประกอบการไตรมาส 2 มาเป็นตัวชี้วัดผลงานของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ คาดว่าคงต้องเปลี่ยนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทุกปีแน่นอน เพราะผลประกอบการไตรมาส 2 ของการบินไทยมักประสบปัญหาขาดทุน จะเห็นว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการบินไทยขาดทุนช่วงไตรมาส 2 มาโดยตลอด โดยไตรมาส 2 ปีนี้ มีรายได้รวม 47,857 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2555 ซึ่งมีรายได้ 48,275 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 55,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 48,134 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 9,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,323 ล้านบาท

ส่วนช่วงไตรมาส 2 ปี 2554 การบินไทยมีรายได้ 45,644 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 52,424 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 7,828 ล้านบาท ไตรมาส 2 ปี 2553 มีรายได้ 39,716 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 36,393 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 1,515 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2552 มีรายได้ 34,687 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 38,506 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 5,317 ล้านบาท และไตรมาส 2 ปี 2551 มีรายได้ 50,829 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 59,889 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 9,223 ล้านบาท

นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย ระบุถึงสาเหตุการขาดทุนในไตรมาส 2 ปีนี้ว่า เป็นผลจากการรับมอบเครื่องบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารหรือจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.3% ซึ่งไม่สอดคล้องกับความสามารถในการเพิ่มปริมาณการขนส่งผู้โดยสารซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 4.5% เพราะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะเดียวกันบริษัทยังมีการปรับด้อยค่าเครื่องบินรอการขาย จำนวน 1,332 ล้านบาท รวมทั้งยังขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก 4,204 ล้านบาท

"ผมพยายามทำดีที่สุด โดยทำงานร่วมกับบอร์ดการบินไทยและฝ่ายบริหาร คงตอบไม่ได้ว่ายุติธรรมหรือไม่หากต้องถูกปลดเพราะผลประกอบการไตรมาส 2 ขาดทุน เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะกรรมการประเมิน"

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบผลประกอบการย้อนหลัง พบว่าในปี 2551 การบินไทยขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 5,032 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 9,223 ล้านบาท ซึ่งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยภายนอก ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ผู้บริหารการบินไทยย่อมรู้ถึงปัญหาและต้องทำแผนป้องกันความเสี่ยงรองรับ

ส่วนการปรับด้อยค่าเครื่องบินที่รอการขาย จำนวน 1,332 ล้านบาทนั้น เป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากการบริหารงานของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนปัจจุบัน แต่นายสรจักรย่อมทราบปัญหานี้ เพราะตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2556 ได้มีการปรับด้อยค่าเป็นจำนวน 2,260 ล้านบาท แต่ผลประกอบการไตรมาส 1 มีกำไร จึงไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็น

สำหรับจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นจากการรับมอบเครื่องบินใหม่เพิ่มขึ้น 9 ลำนั้น นายสรจักรได้แสดงถึงความพยายามในการผลักดันยอดขายให้ครอบคลุมจำนวนที่นั่งที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยสาเหตุสำคัญคือชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของการบินไทย อีกทั้งการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจการบินในปัจจุบัน จะเห็นว่าสายการบินขนาดใหญ่ต่างประสบปัญหาเหล่านี้ แม้กระทั่งสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส

นายสรจักร ระบุถึงแนวทางการบริหารงานหลังจากนี้ว่า การบินไทยต้องพยายามผลักดันยอดขายให้เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยต้องปรับทัศนคติของฝ่ายพาณิชย์ให้สร้างมิติใหม่ๆในการเพิ่มยอดขาย แต่จะไม่เน้นราคาตั๋วโดยสารที่ต่ำ เพราะสุดท้ายจะส่งผลกระทบก่อให้เกิดสงครามหั่นราคาและผลกำไรลดลง แต่อาจเปลี่ยนเป็นการขายแบบกระตุ้นจำนวนผู้โดยสาร เพราะที่นั่งของการบินไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายช่องทางการขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

"ที่ผ่านมาฝ่ายพาณิชย์ยังมีทัศนคติแบบเก่าๆ คิดใหม่น้อยมาก ยอดขายจึงไม่เคยโตมากกว่า 3-4% การตั้งเป้ายอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นจึงเป็นความท้าทายของการบินไทย หากการบินไทยไม่ปรับกลยุทธ์การขายจะเป็นหายนะของบริษัท"

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการประเมินผลน่าจะสรุปผลการประเมินและเสนอให้คณะกรรมการการบินไทยพิจารณาได้ภายในเดือนก.ย.นี้ และคงแน่นอนว่านายสรจักรจะผ่านการประเมินผลงานไปได้ด้วยดี และคณะกรรมการการบินไทยคงให้นายสรจักรทำงานพิสูจน์ฝีมือการบริหารงานต่อไป หลังจากที่การบินไทยปรับลดคาดการณ์กำไรปีนี้เหลือ 4,000 ล้านบาท จากเดิม 6,000 ล้านบาท หากผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบ นอกจากตัวนายสรจักรแล้ว คณะกรรมการการบินไทยควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน