วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงการเมืองซ้ำเติมศก.ครึ่งปีหลัง

สศช.เตือนการเมืองปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง หวั่นกระทบเชื่อมั่น 'ท่องเที่ยว-ลงทุน' พร้อมปรับประมาณการจีดีพีในปีนี้เหลือ 3.8-4.3%

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 และแนวโน้มปี 2556 โดยระบุว่าในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% ชะลอตัวลงจาก 5.4% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออก หดตัว 0.3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเมื่อคิดเฉลี่ยครึ่งปีแรกขยายตัว 4.1%

สศช. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัว 3.8-4.3% จากประมาณการเดิมที่ 4.2-5.2% จากการชะลอตัวของทุกภาคเศรษฐกิจ โดยปรับลดคาดการส่งออกเหลือ 5.0% จากประมาณการเดิม 7.6% การลงทุนรวมเหลือ 6.0% จากคาดการณ์เดิม 7.9% และการบริโภครวมเหลือ 2.6% จากคาดการณ์เดิม 3.2%

การปรับประมาณการเศรษฐกิจลง สอดคล้องกับในครึ่งปีแรกที่เศรษฐกิจทุกด้านขยายตัวลดลง โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 3.4% การลงทุนรวมขยายตัว 5.1% มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ ขยายตัว 1.2% ขณะที่มูลค่าในรูปเงินบาทลดลง 3% ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.4% ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 2% ภาคการก่อสร้างขยายตัว 7.6% และสาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัว 14.5%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่าในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานทางด้านการลงทุนยังอยู่ในเกณฑ์ดี เช่น ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำ และการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนปี 2555 ขยายตัว 119% และการบริโภคภายในประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

นายอาคม กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง มาจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกล่าช้า อีกทั้ง แรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มลดลง และ การลงทุนภาครัฐล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ ทั้งการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ที่ต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ซึ่งกฎหมายอาจประกาศใช้ได้ในเดือนต.ค. นี้

"คาดว่าจะมีความพร้อมในการเบิกจ่ายประมาณ 6,600 ล้านบาท และยังมีความเสี่ยงที่จะประกาศกฎหมายล่าช้า" นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านความขัดแย้งและเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมือง

"ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ต้องพึ่งการท่องเที่ยวและการลงทุน และถ้ามีความเสี่ยงก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจปีนี้ แม้ว่าการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน สศช. ได้เพิ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวปีนี้จาก 24.7 ล้านคน เป็น 26.2 ล้านคน" นายอาคม กล่าว

ธปท.ระบุไตรมาส 2 ชะลอตามคาด

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ สศช. ประกาศออกมา ไม่ได้ผิดไปจากที่ ธปท. คาดการณ์ไว้มากนัก เพราะว่า ธปท. ก็เห็นสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการชะลอลง

นายเมธี กล่าวว่า ธปท.จะนำตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของทาง สศช. ส่งให้กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาในการประชุมวันที่ 21 ส.ค. นี้ด้วย

"ตัวเลขที่ออกมาเมื่อเทียบแบบปีต่อปี ไม่ได้แตกต่างจากที่แบงก์ชาติคาดไว้มากนัก ส่วนถ้าเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาสนั้น ก่อนหน้านี้เราก็มองว่าจะทรงๆ หรืออาจบวกได้เล็กน้อย ซึ่งของพวกนี้มันขึ้นอยู่กับการคำนวณและมีเรื่องฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ผิดคาดอะไร"นายเมธี กล่าว

"กิตติรัตน์"ชี้ภาพรวมครึ่งปียังขยายตัว

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีชะลอตัวลง แต่ยังมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ และเมื่อพิจารณาภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจครึ่งแรกของปี จะพบว่าอัตราการขยายตัวจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน กล่าวคือ ครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวที่ 4.1% ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัวที่ 2.6%

"ในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว เศรษฐกิจเราขยายตัวได้เพียง 2.6% แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีปัญหา และเราก็สามารถมาจบในสิ้นปีได้ที่ 6.5% เพราะว่ารัฐบาลได้พยายามดูแล"

นายกิตติรัตน์ ยอมรับว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่น่าประทับใจ ตราบเท่าที่การลงทุนประเทศชะลอ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ติดตามหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการลงทุน รวมถึงการผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือ การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2557

หวังมาตรการรัฐกระตุ้น

ด้าน นางสุชาดา กิระกุล ที่ปรึกษา ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงสองไตรมาสติดต่อกันเมื่อเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส น่าจะถือเป็นเพียงภาวะการถดถอยทางเทคนิค (technical recession) เท่านั้น ไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างจริงจัง เพราะว่าถ้าดูเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และบรรยากาศการลงทุนที่เอื้ออำนวย

"เป็นเพราะว่าฐานไตรมาส 4 ปีที่แล้วสูงมาก ดังนั้นการจะให้โตต่อเนื่องมากๆ คงยาก จึงเป็นธรรมดาที่ไตรมาส 1 ปีนี้จะติดลบ ไตรมาส 2 ก็เช่นกัน ที่ต้องติดตามดูต่อไป คือ ไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ จะเป็นอย่างไร"นางสุชาดา กล่าว

นางสุชาดา กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้คงต้องติดตามดูมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐ ตามที่ประกาศออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ ว่า จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในส่วนของการลงทุนนั้น ก็ยังหวังพึ่งจากภาครัฐได้ แม้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เกิด แต่ก็มีโครงการลงทุนจากเงินงบประมาณที่ค้างอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น

ทหารไทยเผยประเมินไว้โตไม่เกิน 3%

ด้าน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ออกมานั้น ถือว่าไม่แตกต่างจากที่ได้ประเมินไว้ เพราะก่อนหน้านี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 ไม่น่าจะเติบโตเกินกว่า 3%

"ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาถือว่าเป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอ ไม่ว่าจะเป็นในภาคเอกชน การบริโภค และการลงทุน แต่ที่ทำให้ผิดหวังหน่อย คือ การลงทุนของภาครัฐที่การเบิกจ่ายช้ากว่าที่คาด จึงส่งผลต่อจีดีพีในไตรมาส 2 อยู่บ้าง"นายเบญจรงค์ กล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 21 ส.ค. นี้ นายเบญจรงค์ กล่าวว่า กนง.น่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จะชะลอลง แต่เป็นการชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ลดลงอย่างหวือหวา จึงน่าจะทำให้ กนง. ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4

บลจ.กรุงศรี เตรียมทบทวนเป้าใหม่

ด้าน นายฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล นักวิเคราะห์การลงทุนอาวุโส บลจ.กรุงศรี กล่าวว่าเตรียมทบทวนปรับเป้าคาดการณ์เศรษฐกิจลงอีกครั้ง และมีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขการเติบโตต่ำกว่า 4.0% ในปีนี้ได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่แย่ แต่ไม่ถือว่าดี แต่ตัวเลขของ สศช. ที่ประกาศออกมาโต 2.8% ถือว่าดีกว่าที่บริษัทคาดไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สัญญาณต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่มีการสื่อสารออกมาในตอนแรกตัวเลขการบริโภคก็ชะลอตัวลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย การลงทุนภาครัฐก็ชะลอออกไปโดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอไปด้วย เพื่อรอความชัดเจนทั้งในแง่ของกำลังซื้อที่ลดลงและการลงทุนภาครัฐที่ชะลอออกไป

ทั้งนี้ การประชุม กนง. ในครั้งนี้ นายฐนิตพงศ์ คาดว่า กนง. น่าจะทรงตัวในระดับนี้ไปจนถึงปลายปี เพราะว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ อาจไม่ได้ช่วยอะไร เนื่องจากกำลังซื้อของคนก็ติดเพดานหนี้ ถ้าไปลดก็ยิ่งกระตุ้นให้หนี้เพิ่มขึ้น