ประเด็น QE Tapering จะกดดันการดีดขึ้น ยืน 1,440 จุดได้ยังเป็นโอกาสในการขาย
SET View
ประเด็นหลักวันนี้ แม้ว่าในวันนี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคจะมีโอกาส Rebound กลับขึ้นมาได้บ้างในระหว่างวัน เนื่องจากจะมีปัจจัยบวกจากการประกาศตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.2556 ของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากปัจจัยหนุนดังกล่าวมากนัก เนื่องจากเราคาดว่าในวันนี้ไทยจะประกาศ GDP Growth ในไตรมาสที่ 2 ออกมาลดลงจาก +5.3% YoY ในไตรมาสที่ 1 มาอยู่ที่ +3.3% YoY ขณะที่ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์เราประเมินปัจจัยลบจากสหรัฐจะเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทาง (ที่เป็นลบ) ของ SET เริ่มจากในวันพุธที่จะมีการเปิดเผยผลการประชุม FOMC ครั้งที่ผ่านมา (30-31 ก.ค.) และการออกมาให้ความเห็นของนายริชาร์ด ฟิชเชอร์ ประธานเฟดสาขาดัลลัส ต่อเนื่องไปถึงวันพฤหัสฯที่จะมีการประชุม Jackson Hold Meeting ซึ่งคาดว่าจะทำให้ตลาดเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นในประเด็นการลดขนาดมาตรการ QE ทำให้เรายังคงมุมมองเดิมว่าการดีดตัวขึ้นของ SET เป็นโอกาสในการขายทำกำไร
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (8-14 ส.ค.2556) แม้ว่าจะมีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นโลกอีกราว 1.26 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือจากความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐ ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ราว 1.87 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กระแสเงินทุนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไหลเข้าไปยังตลาดหุ้นยุโรป และญี่ปุ่น เทียบกับตลาดหุ้นเอเชีย และไทยที่มีเงินทุนไหลออกอีกราว 618 และ 162 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นเราประเมินว่าในสัปดาห์นี้ SET จะไม่ได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางของกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นโลกไปอีกสัปดาห์
กลยุทธ์การลงทุน : การลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ใช้โอกาสที่ SET ยังปิดไม่ต่ำกว่า 1,440 (+/-5) จุด “ดีดขึ้นทยอยขาย” เพื่อ Lock-in-Profit แล้วกลับมาถือเงินสด 100% ขณะที่การลงทุนระยะกลาง (มากกว่า 1 เดือน) ยังคงแนะนำ “ถือหุ้น” 50% ของพอร์ตในหุ้นกลุ่ม Net Cash ได้แก่ INTUCH, INET, MODERN, STEC, SRICHA และ STANLY









