กำไรสุทธิไตรมาส 2/56 ทำสถิติสูงสุดใหม่ (แต่ผลประกอบการหลักขาดทุน)
ขาดทุนหลักมากกว่าที่คาด
ERW รายงานกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 731 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 2/56 (3 ล้านบาทสำหรับไตรมาส 2/55) เพิ่มขึ้น 393% QoQ อย่างไรก็ตามบริษัทรายงานขาดทุนจากการดำเนินงานหลัก 74 ล้านบาท (เทียบกับขาดทุนหลัก 15 ล้านบาทในไตรมาส 2/55 และกำไรสุทธิ 148 ล้านบาทในไตรมาส 1/56) ขาดทุนหลักมากกว่าที่เราคาด (50 ล้านบาท) เนื่องจากค่าใช่จ่ายทางภาษีที่สูงกว่าคาดเท่ากับ 35 ล้านบาท (เราคาด 7 ล้านบาท) ขาดทุนหลักไตรมาส 2/56 มากกว่าที่ตลาดประมาณการไว้ที่ 47 ล้านบาท
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
กำไรทำสถิติสูงสุดใหม่หนุนโดยกำไร 864 ล้านบาทจากการขายโรงแรมไอบิส 2 แห่ง (ป่าตองและพัทยา) ให้กับกองทุนอสังหาฯ ERWPF ให้สังเกตว่า ERW รับรู้การด้อยค่าของสินทรัพย์ 59 ล้านบาทสำหรับโรงแรมนาคา ภูเก็ตในไตรมาส 2/56 ขาดทุนจากการดำเนินงานหลักสำหรับไตรมาส 2/56 เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นโรงแรมถูกกดดัน 5.3% YoY อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่ออดขายเพิ่มขึ้น 0.9% จากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุน ERWPF (และการประกันการเช่าสำหรับกองทุน) และค่าใช้จ่ายทางภาษีสูงขึ้น (ไม่มีเครดิตภาษีในไตรมาส 2/56) อัตรากำไรที่ลดลงมากกว่าการเติบโตของรายได้จากโรงแรมที่ 4% เป็น 991 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อห้องของโรงแรมเติบโต 20% YoY สำหรับรีสอร์ทหรู 21% สำหรับรีสอร์ทขนาดกลางและ 33% สำหรับไอบิส แต่ลดลง 10% สำหรับโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ
ผลการดำเนินงานลดลง QoQ เนื่องจากช่วงโลว์ซีซั่นและการปรับปรุงโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ (ห้องครึ่งหนึ่งถูกปิดในไตรมาส 2/56 เทียบกับเปิดดำเนินงานเต็มในไตรมาส 1/56) หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิลดลงจาก 2.1 เท่า ณ สิ้นเดือนมี.ค.เป็น 1.5 เท่า ณ สิ้นเดือนมิ.ย. (ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551)









