แบงก์ชาติชี้"ดอกเบี้ยต่ำ-นโยบายรัฐ" ชนวนก่อหนี้ภาคครัวเรือนโต
ธนาคารแห่งประเทศไทยออกบทความเชิงวิจัย เขียนโดย "พสิษฐ์ โชติวัฒนะกุล" และ "ชลิดา แท่งเพ็ชร" วิเคราะห์ถึงสาเหตุการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน มาจาก 3 ปัจจัยหลัก "ดอกเบี้ยต่ำ-นโยบายรัฐ-การแข่งขันของแบงก์" พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเปราะบางฐานะการเงินภาคครัวเรือนในอนาคต หลังพบภาระการชำระหนี้เพิ่มต่อเนื่อง
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งครอบคลุมสินเชื่อที่ปล่อยให้กับภาคครัวเรือน จากสถาบันการเงินต่างๆ เร่งตัวขึ้นและมีระดับที่สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เร่งขึ้นจาก 63.3% ในปี 2553 เป็น 77.5% ในไตรมาสแรกปี 2556
ส่วนอัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว ในช่วงปี 2554 ถึงไตรมาสแรกปี 2556 พบว่ามีการขยายตัวเฉลี่ยที่ 17% เทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ในปี 2547-2553 ซึ่งขยายตัวที่ 13%
สำหรับหนี้ดังกล่าว ส่วนใหญ่ปล่อยกู้โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วน 43% รองลงมา คือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เอสเอฟไอ) ที่มีสัดส่วน 30.9% ที่เหลือเป็นของสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ บริษัทเงินทุน บริษัทประกัน บริษัทบัตรเครดิต โรงรับจำนำ ฯลฯ ประมาณ 26.1% แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีบทบาทในการให้สินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น
แม้การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนบางส่วน เป็นผลจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่มากขึ้น แต่หากพิจารณาภาพรวมของสภาพคล่องภาคครัวเรือน หรือสัดส่วนสินทรัพย์ทางการเงิน ที่ประกอบด้วย เงินฝาก หุ้นกู้ ตราสารหนี้ ตราสารทุน และประกันชีวิต เทียบต่อหนี้สินของภาคครัวเรือน ก็ปรับลดลงจากอดีตด้วยเช่นกัน โดยลดจากอดีต (2547-2553) ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ 2.5 เท่า มาอยู่ที่ 2.3 เท่าในช่วงระหว่างปี 2554 ถึงไตรมาส 1 ปี 2556
จากสถานการณ์การก่อหนี้ที่เร่งตัวสูงขึ้น ประกอบกับสภาพคล่องของภาคครัวเรือนที่ปรับลดลง จึงนำมาซึ่งคำถามว่า หนี้ภาคครัวเรือนของไทยน่ากลัวมากน้อยแค่ไหน
จากการศึกษาปัจจัยที่เอื้อให้ภาคครัวเรือนเร่งก่อหนี้สูงขึ้นในช่วงปี 2554-2555 จากประเทศต่างๆ พบว่า เหตุที่ทำให้ภาคครัวเรือนก่อหนี้เพิ่มมาจาก 3 ประเด็น คือ 1.ภาวะการเงินที่เอื้อต่อการก่อหนี้ 2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และ 3. การแข่งขันการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ส่วนกรณีของประเทศไทยนั้น พบว่า หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต มีสาเหตุที่คล้ายคลึงกับในต่างประเทศ กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ระดับต่ำมาตั้งแต่ปี 2552 รวมทั้งยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น มาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft loan) และการแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นของสถาบันการเงิน
"ในส่วนของสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ พบว่า สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลมีการขยายตัวในระดับสูง โดยตั้งแต่ปี 2554 ถึงไตรมาส 1 ปี 2556 อัตราการขยายตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 29.1% และ 25% ตามลำดับ โดยสินเชื่อทั้ง 2 ประเภทมีน้ำหนักรวมกันเฉลี่ยถึง 45.6% ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมดในช่วงปี 2554 ถึงไตรมาส 1 ปี 2556"
การเร่งตัวของหนี้ภาคครัวเรือนดังกล่าว ส่งผลให้ภาคครัวเรือนมีสภาพคล่องลดลงและมีภาระในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความเปราะบางมากขึ้นให้แก่ภาคครัวเรือน และหากเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ รายได้ของภาคครัวเรือนหดตัวลง ขณะเดียวกันสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน จนทำให้การบริโภคของภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงในที่สุด
อย่างไรก็ตามการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปล่อยโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบการเงินของไทยมากขึ้น
ส่วนระดับการก่อหนี้ที่เหมาะสมของภาคครัวเรือนนั้น จากการศึกษาของ Bank for International Settlments หรือ BIS ในปี 2554 ซึ่งได้ศึกษากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงปี 2523-2553 จำนวน 18 ประเทศ พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่อาจก่อให้เกิดผลลบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจอยู่ที่ 85% ของจีดีพี ซึ่งเมื่อเทียบกับของไทยที่ 77.5% ของจีดีพี ประกอบกับการขยายตัวที่ค่อนข้างเร็วในระยะหลัง จึงเกิดข้อสงสัยว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะวิกฤติหรือไม่ หากสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเป็น 85%
การวิเคราะห์ของ ธปท. พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ 85% ของจีดีพีนั้น เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิง(Benchmark) ที่ควรระวังมากกว่าที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการบอกว่าถึงระดับวิกฤติ เพราะระดับการก่อหนี้ที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ อาจแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบในการประเมิน คือ ความสมดุลด้านรายได้และรายจ่าย ระดับการออม ภาระในการชำระหนี้ และวินัยทางการเงินของภาคครัวเรือน
ส่วนเสถียรภาพและความสามารถในการชำระหนี้ครัวเรือนของไทยนั้น พบว่า ในส่วนของความสมดุลระหว่างรายได้ รายจ่าย และการออมนั้น จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สำรวจช่วงไตรมาส 1 ปี 2556 พบว่า จำนวนครัวเรือนที่เคยประสบปัญหามีเงินไม่เพียงพอกับรายจ่ายมีสัดส่วนถึง 40% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งครัวเรือนเหล่านี้ คือ กลุ่มครัวเรือนมีปัญหาเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง นั่นคือ มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในแต่ละเดือน
นอกจากนี้ การออมในภาพรวมของครัวเรือนไทยยังลดลง โดยจากข้อมูลบัญชีรายได้ประชาชาติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า สัดส่วนการออมต่อรายได้พึงใช้จ่ายของครัวเรือนในปี 2554 เพิ่มเพียง 9.2% ลดลงจากค่าเฉลี่ยในอดีต(2533-2553) ที่อยู่ 11.3%
ส่วนในด้านความเป็นหนี้และสภาพคล่องของครัวเรือน พบว่า สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยต่อปีของครัวเรือนที่สำรวจในปี 2552 และ 2554 ความเป็นหนี้ของครัวเรือนไทยทั้งประเทศทรงตัวที่ 0.85 เท่าของรายได้ อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดในไตรมาส 1 ปี 2556 สัดส่วนหนี้สินปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.94 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อปี ส่งผลให้สภาพคล่องของภาคครัวเรือนปรับลดลง
สำหรับในด้านภาระการชำระหนี้ภาคครัวเรือน ที่วัดโดยใช้สัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน(Debt Service Ratio หรือ DSR) นั้น จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2552 2554 และ ไตรมาส 1 ปี 2556 พบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 0.29 เท่าในปี 2552 เป็น 0.3 เท่า และ 0.34 เท่า ในปี 2554 และ ไตรมาส 1 ปี 2556 ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้ว หากครัวเรือนมีรายได้ต่อเดือน 100 บาท ต้องนำเงิน 34 บาทไปชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
ส่วนในด้านคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นั้น พบว่า คุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมดที่ทรงตัวอยู่ระดับต่ำกว่า 5%
อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนสินเชื่อค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ แต่หนี้ครัวเรือนที่เร่งตัว ทำให้ฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนมีความเปราะบางมากขึ้น ดังนั้นภาคครัวเรือนจึงควรคำนึงถึงฐานะทางการเงินอย่างรอบคอบก่อนที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต






