รฟม.ดันตั้งบริษัทลูกพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามสถานีรถไฟฟ้า หวังนำรายได้ชดเชยขาดทุน-ลดภาระลงทุนของรัฐ
นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยภายหลังงานสัมมนาเรื่อง "รฟม.กับข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จากการเวนคืน : อุปสรรค ปัญหา และทางออก"ในวันนี้ (15 ส.ค.) ว่า ปัจจุบันการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการเวนคืนเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามสถานีรถไฟฟ้าของภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เพราะติดขัดเรื่องการตีความกฎหมาย แต่ล่าสุดพบว่ากฤษฏีกาตีความส่งเสริมการใช้ประโยชน์บนพื้นที่เหนือโครงสร้างรถไฟฟ้ามากขึ้น โดยระบุว่าหากการพัฒนาไม่ขัดขวางทางเข้าออกก็ไม่ถือว่าผิดวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ที่ดิน
ดังนั้น รฟม.จึงจะเร่งผลักดันการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามสถานีรถไฟฟ้า โดยภายในเดือนก.ย.นี้ จะเสนอคณะกรรมการ รฟม.พิจารณาแต่งตั้งบริษัทลูกทำหน้าที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รฟม.มีอยู่ประมาณ 1,000 ไร่ เพื่อหารายได้มาชดเชยการขาดทุน และช่วยแบ่งเบาภาระเงินอุดหนุนของรัฐบาลในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งการตั้งบริษัทลูกเป็นผลศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพของรฟม.ที่ให้ตั้งบริษัทลูกรวม 5 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 2.บริษัทพัฒนาเชิงพาณิชย์ 3.บริษัทบริหารรถฟีดเดอร์ 4.บริษัทเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า และ5.บริษัทบริหารการตลาดและบริการสถานี โดยรฟม.จะตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก่อน คาดว่าจะตั้งบริษัทได้ภายในปี 2557
"ปัจจุบันเอกชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้า เช่น มีคอนโดมิเนียมสร้างตามแนวรถไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว หากรฟม.สามารถที่จะสร้างรายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ก็ถือว่าประเทศจะได้ประโยชน์ด้วย เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดภาระการลงทุนของรัฐบาลได้ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่อยู่ระหว่างศึกษาออกแบบ วางแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงที่มีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ โดยคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท รัฐก็สามารถนำผลตอบแทนไปอุดหนุนการลงทุนดังกล่าวได้"นายยงสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ตนเสนอให้รัฐผลักดันแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าของรฟม.เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่รัฐจะให้ความสำคัญในพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในโครงการรถไฟความเร็วสูงมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐเห็นว่าโครงการรถไฟฟ้าของรฟม.เป็นความจำเป็นที่ต้องลงทุน แต่รถไฟความเร็วสูงเป็นทางเลือกในการเดินทาง ซึ่งต้องการความคุ้มค่าการลงทุน และการนำรายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปช่วยก็จะเพิ่มความคุ้มค่าการลงทุนให้กับโครงการได้ดี






