"เสาวณีย์ ศรีสุวรรณกิจ"แนะใกล้วัยเกษียณ ให้ลงทุนเน้นที่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยเป็นหลัก พวกกองทุนตราสารหนี้และกองทุนตราสารตลาดเงิน
พอร์ตการลงทุนในปัจจุบันนั้นเป้าหมายหลักคงเป็นไป เพื่อสภาพคล่องในปัจจุบันและเป้าหมายในยามเกษียณจึงไม่ได้คาดหวังในแง่ของผลตอบแทนมากนัก และเป้าหมายเงินเกษียณของตัวเองก็บรรลุแล้วด้วยในปัจจุบัน
หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบลจ.ให้เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จนั้น ก็คือ “แม่บ้าน” ผู้อยู่เบื้องหลังด้วยเช่นกัน นี่คือบทบาทที่สำคัญของแม่บ้านหญิงแห่ง บลจ.ที่มีสินทรัพย์ใหญ่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน "เสาวณีย์ ศรีสุวรรณกิจ" รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ บลจ.กสิกรไทย ดูแล 6 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบัญชีและการเงิน, ฝ่ายบัญชีกองทุนรวม, ฝ่ายบัญชีกองทุนส่วนบุคคล, ฝ่ายปฏิบัติการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และฝ่ายทรัพยากรบุคคล เธอเป็นหญิงเก่งร่ำรวยความสามารถที่เป็นคนที่เติบโตกับ “บลจ.กสิกรไทย” แห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มแรกเลยทีเดียว
เสาวณีย์ บอกว่า ด้วยวัยที่ขยับขึ้นมาใกล้วัยเกษียณแล้วการลงทุนในปัจจุบันจึงเน้นที่สินทรัพย์ที่ค่อนข้างปลอดภัยเป็นหลักคงไปลงทุนในสินทรัพย์อะไรที่เสี่ยงมากๆ ไม่ได้ โดยปัจจุบันพอร์ตการลงทุนจะมีส่วนที่เป็น "สินทรัพย์เสี่ยง" ประมาณ 15% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 85% เป็น "สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง" ซึ่งหลักๆ เลยจะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้และกองทุนตราสารตลาดเงิน มีแบ่งไปซื้อสลากออมสินบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะในวัยนี้คงไม่รับความเสี่ยงแล้วคงไม่ใช่วัยที่จะมาลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนมากๆ แต่จะเน้นรักษาเงินต้นเอาไว้เป็นหลัก อย่าง "กองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุ (Term Fund)" ก็สามารถให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอได้เมื่อครบอายุก็เอาเงินไปลงทุนใหม่วนไปเรื่อยๆ ในส่วนของสภาพคล่องก็จะเอาไว้ใน "กองทุนตราสารตลาดเงิน" เพื่อใช้เป็นสภาพคล่องแทน มีเงินฝากไม่มากนักเพราะทำงานในธุรกิจนี้การลงทุนส่วนใหญ่ก็จะลงทุนผ่านกองทุนรวมและในแง่ของผลตอบแทนของเงินฝากแม้บางช่วงอาจจะดูสูงกว่าแต่ก็ไม่ได้โยกไปเพราะต้องเสียภาษีในขณะที่กองทุนผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษีซึ่งดีกว่าเงินฝากอยู่แล้ว จะมีบ้างในช่วงที่มีเงินฝากปลอดภาษีอายุ 2 ปี ออกมาก็กระจายไปลงทุนบ้างเช่นกันแต่ไม่มาก
"พอร์ตการลงทุนในปัจจุบันนั้นเป้าหมายหลักคงเป็นไป เพื่อสภาพคล่องในปัจจุบันและเป้าหมายในยามเกษียณจึงไม่ได้คาดหวังในแง่ของผลตอบแทนมากนัก และเป้าหมายเงินเกษียณของตัวเองก็บรรลุแล้วด้วยในปัจจุบัน"
เสาวนีย์ ยังบอกอีกว่า พื้นฐานตัวเองเป็นพนักงานอาชีพจริงๆ ไม่มีทรัพย์สินจากที่อื่นเลย ในช่วงแรกของการทำงานก็ใช้เงินไปกับเรื่องผ่อนบ้าน มีรายได้และโบนัสอะไรเข้ามาก็เอาไปโปะบ้านหมดทำให้ผ่อนหมดเร็วใน 5 ปี แต่ในตอนนั้นก็ไม่มีเงินออมและเงินลงทุนเลยเช่นกันหลังจากนั้นจึงได้เริ่มต้นเก็บออมหลังจากหมดภาระเรื่องบ้านแล้ว ในอดีตเองก็เคยลงทุนในหุ้นและตัวเองโชคดีที่เริ่มต้น "ออมเร็ว" ถ้าออมช้าคงไม่มีเงินพอใช้ตอนเกษียณแน่ นอกจากนี้ยังมีเงินอีกส่วนอยู่ใน "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ซึ่งมากพอสมควรทั้งในส่วนที่ตัวเองสะสมและส่วนที่บริษัทสมทบให้ สมัยก่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่มีนโยบายให้เลือกก็จะเลือกที่มีหุ้นผสมไม่เกิน 20% แต่ 2 ปีที่ผ่านมามีแผนให้สมาชิกเลือกในส่วนของเงินใหม่ก็ใส่ไปในแผนที่เป็นตราสารหนี้ส่วนเงินเก่าก็คงไว้ในกองเดิมต่อไป
"ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมามาก ถามว่ารู้สึกว่าเสียโอกาสไปบ้างไหมก็มองว่าเสียโอกาสไปเหมือนกัน แต่ก็ต้องตัดใจว่าเราเสี่ยงไม่ได้แล้วเพราะเป็นเงินที่เราต้องเก็บเงินต้นเอาไว้ผลตอบแทนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาหวังผลตอบแทนมากๆ ในตอนนี้แล้ว"
สำหรับสินทรัพย์เสี่ยง 15% นั้น จะมีทั้งหุ้นและทองคำรวมกัน ซึ่งส่วนใหญ่ในหุ้นจะเป็นการลงทุนผ่าน "กองทุนประหยัดภาษี" ทั้ง "กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)" และ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)" ซึ่งในกองทุน RMF ก็จะมีการบริหารจัดการด้วยระดับหนึ่งทำให้ชีวิตมีความตื่นเต้นบ้างโดยจะมีการโยกไปมาระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้รวมทั้งทองคำด้วย แต่ก็ไม่มากประมาณ 5.0% ของเงินลงทุนในส่วนนี้เท่านั้น การบริหารด้วยการสวิชต์ไปมาระหว่างกองทุน RMF ทำได้สะดวกกว่ากองหุ้นปกติเพราะทำงานบลจ.ถึงจะลงกองหุ้นปกติถ้าจะซื้อหรือจะขายก็ต้องขออนุญาตเช่นกันไม่ยืดหยุ่น แต่ในกองทุน RMF ไม่ต้องขออนุญาตทำได้เลยและสวิชต์ไปมาระหว่างกอง RMF ก็ไม่มีค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการสวิชต์ก็ต่ำ ถ้าลงกองหุ้นปกติถ้าจะขายหรือสวิชต์อาจจะมีค่าธรรมเนียมการขายหรือการเอาออกบ้าง แล้วจังหวะบางครั้งก็จะไม่ได้ เช่นสั่งขายกองหุ้นปกติ กว่าจะได้เงินอีก 3 วัน (t+3) จึงจะไปลงทุนกองใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นกอง RMF ด้วยกันสามารถสวิชต์ได้เลยมีความยืดหยุ่นมากกว่า
"ในส่วนของกอง RMF คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่นักลงทุนน่าจะบริหารได้สะดวกไม่ต้องเผื่อเงิน เช่น บางครั้งนักลงทุนต้องเตรียมเงินไว้ในเงินฝากธนาคารเพื่อรอลงทุนในบางครั้งถึงจังหวะลงทุนเรากลับเอาเงินออกไปใช้ก่อนแล้ว แต่ถ้าบริหารผ่านกอง RMF ด้วยกัน วงเงินที่ลงทุนมีให้เห็นในนี้หมดแล้วว่าเท่าไรสวิชต์ไปมาได้เลยแต่ก็ไม่ได้ทำบ่อยมากดูจังหวะตลาดด้วยเช่นกัน บางครั้งได้ผลตอบแทนจากหุ้น 3 - 5% ก็สวิชต์กลับมาตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นการบริหารหัวใจให้ได้ตื่นเต้นบ้างไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากแต่ประการใด"
ในเรื่องจังหวะเข้าลงทุนนั้น เสาวนีย์ บอกว่า ปัจจุบันจะหักประมาณ 10% ของรายได้เข้าแผนออมเงินแบบสม่ำเสมอ (Saving Plan) ทุกเดือน ซึ่งในนี้ก็จะมีเงินที่ลงทุนใน "กองทุนประหยัดภาษีไ ด้วยเช่นกันแต่ไม่มากจะมีเงินอีกส่วนไว้เข้าลงทุนช่วงที่มองว่าตลาดหุ้นปรับตัวลงมามากแล้วก็จะมีเงินอีกก้อนเข้าไปลงทุนเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน กอง LTF ก็เช่นเดียวกัน ถ้าจังหวะไหนรู้สึกว่าตลาดหุ้นแพงแล้วแต่ต้องเข้าลงทุนในอดีตก็จะเข้าในกอง LTF ที่ใช้อนุพันธ์ปิดความเสี่ยงไป แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วก็จะเข้ากอง LTF70/30 แทน เมื่อครบเงื่อนไขการลงทุนก็จะหมุนเงินออกไปลงทุนในกองตราสารหนี้ต่อไปเป็นเงินออม ซึ่งกองทุนประหยัดภาษีนี้แนะนำให้นักลงทุนที่มีกำลังในการออมเข้ามาใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะอยู่ในฐานภาษีไหนก็ตามเพราะรัฐบาลให้ประโยชน์ทางภาษีมาจึงควรที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ ยกเว้นวัยรุ่นที่เพิ่งจบมาทำงานใหม่ๆ ที่ยังมีภาระในการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ กระแสเงินสดอาจจะยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีกำลังเหลือพอที่จะออมได้แค่เดือนละ 1,000 บาท ก็ควรจะเข้ามาใช้ประโยชน์ตรงนี้แล้ว และควรจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการลงทุนเลยทีเดียว
"ถ้าไม่มีประโยชน์ทางภาษีอาจจะไม่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในหุ้นมากขนาดนี้ เพราะบางคนไม่เคยคิดที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นด้วยซ้ำไป และการลงทุนในหุ้นระยะยาวหากมองว่าเศรษฐกิจของไทยยังเติบโตได้ดีและต่อเนื่องการลงทุนระยะยาวในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อขายในระยะสั้น เพราะตัวเองก็เหมือนกันไม่ได้จับจังหวะถูกตลอด ดังนั้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก กรณีของกองทุน LTF ใครที่ลงทุนไว้แล้วยังไม่เอาเงินออกผลตอบแทนปัจจุบันก็ไม่น้อยทีเดียว"
เสาวนีย์ ฝากคนใกล้เกษียณว่า การลงทุนในช่วงวัยนี้ก็คงต้องเน้นความมั่นคงของเงินต้นคงไม่ใช่จังหวะที่จะไปลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนมากๆ แล้ว เพราะเป็นช่วงที่รับความเสี่ยงได้น้อยแล้วนั่นเอง


