ปิดฉาก! ผลสอบน้ำมันรั่วยันพีทีทีจีซีทำตามขั้นตอน-ใช้สายกระจายคราบอย่างมีเหตุผล สอดคล้องภาวะฉุกเฉิน เสนอตั้งกก.ด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูระยะยาว
คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลเผยผลการสอบสวนยืนยันปริมาณน้ำมันรั่ว 54,341 ลิตร และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (พีทีทีจีซี) ปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการทำงานและการจัดการน้ำมั่นรั่ว รวมถึงการใช้สารกระจายคราบน้ำมันในปริมาณที่สอดคล้องกับภาวะฉุกเฉิน โดยเป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทยได้
คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลดังกล่าว มีคุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นประธานกรรมการ ดร. วิเชียร กีรตินิจกาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดร. ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการในการสอบสวนคณะกรรมการได้กำหนดกรอบการดำเนินงาน โดยพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบการปฏิบัติงานในสถานการณ์ปกติกับการปฏิบัติงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ด้านต่างๆ คือ ขั้นตอนการดำเนินงาน การบำรุงรักษา เครื่องมืออุปกรณ์และผู้ปฏิบัติงาน
สำหรับข้อเท็จจริงจากการสอบสวนระบุว่าเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมาเวลาประมาณ 06.30 น. ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมัน M.T. Maran Plato สัญชาติกรีซ กำลังถ่ายน้ำมันดิบผ่านทุ่นรับน้ำมันดิบ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตรมายังโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ เกิดเหตุท่อรับน้ำมันดิบขนาด 16 นิ้วรั่ว ทำให้มีน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเล และทันทีที่เกิดเหตุบริษัทฯ ได้ปิดระบบวาล์วทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ดังนั้นจึงมีเพียงน้ำมันที่ค้างอยู่ในท่อระหว่าง จุดส่งน้ำมันบนเรือและทุ่นเท่านั้นที่มีโอกาสรั่วไหลออกสู่ทะเล โดยมีประมาณการปริมาณที่รั่วไหล 54,341 ลิตร
ด้านการปฏิบัติงาน บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการทำงานและการจัดการในสภาวะฉุกเฉินกรณีน้ำมันรั่ว โดยการปฏิบัติการทางเรือฉีดพ่นสารกระจายคราบน้ำมัน และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ จึงได้ใช้การปฏิบัติการทางอากาศโปรยสารกระจายคราบน้ำมันร่วมด้วย แต่กระแสน้ำและลมแรง คณะทำงานประเมินว่าน้ำมันอาจจะเข้าฝั่งจึงนำทุ่นกักน้ำมันลง เพื่อกักน้ำมันให้อยู่ในบริเวณที่สามารถใช้สารกระจายคราบน้ำมันทางเรือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามทุ่นกักน้ำมันใช้ไม่ได้ผล เพราะช่วงนั้นทะเลมีคลื่นลมแรง ทำให้มีน้ำมันเล็ดลอดไปขึ้นฝั่งที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด
ส่วนประเด็นการใช้สารกระจายคราบน้ำมัน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้น คือ สภาพอากาศที่แปรปรวนและสภาพของน้ำมันที่มีการกระจายตัวมาก ทำให้การทำงานของสารกระจายคราบน้ำมัน มีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ บริษัทฯ จึงต้องใช้สารกระจายคราบน้ำมัน 2 ชนิด ได้แก่ Slickgone NS จำนวน 30,612 ลิตร และ Super-dispersant 25 จำนวน 6,930 ลิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายคราบน้ำมัน สำหรับสารกระจายคราบน้ำมันทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทยได้ โดยมีความเป็นพิษต่ำมาก สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้เร็ว ไม่พบการสะสมทางชีววิทยา ไม่เกิดการกลายพันธุ์ และไม่เกิดการเสื่อมพันธุ์
นอกจากนี้ คณะกรรมการสอบสวนยังได้ให้ข้อเสนอแนะให้ตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมหาสาเหตุการแตกของท่อ พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนจัดทำแผนฟื้นฟูในระยะสั้นและระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 คณะตามข้อเสนอแนะ โดยคณะกรรมการด้านเทคนิค ประกอบด้วย ผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยและผู้แทนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมหาสาเหตุการแตกของท่อ และรายงานมายังบริษัทฯ เพื่อเสนอต่อกระทรวงพลังงานทราบต่อไป





