วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

จี้เบิกงบค้างท่อ1.7แสนล้าน กระตุ้นศก.

จี้เบิกงบค้างท่อ1.7แสนล้าน กระตุ้นศก.

ครม.เร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ส่อล่าช้า 1.7 แสนล้าน "ยิ่งลักษณ์"ตีกรอบหน่วยงานที่มีความพร้อม เร่งเสนอโครงการเบิกจ่ายหวังกระตุ้นศก.ครึ่งปีหลัง

รัฐบาลพยายามกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นแนวทางสุดท้าย ภายหลังเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะการชะลอตัวที่มาจากปัจจัยภายนอก ส่งผลให้เครื่องยนต์หลักที่ประคองเศรษฐกิจมาโดยตลอดในด้านการส่งออกไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลงเช่นกัน จากความไม่มั่นใจในอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้น จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (13 ส.ค.) มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 ตามที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ เพื่อติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ 2556 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณ ในภาพรวมไม่น้อยกว่า 94% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งหมด 80% ของวงเงินงบประมาณรวม 2.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันเหลือเวลาในการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 เพียง 2 เดือนเท่านั้น

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณรายงานว่า สถานะการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ณ วันที่ 2 ส.ค. 2556 ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆของรัฐ มีผลการเบิกจ่ายทั้งสิ้นประมาณ 1.831 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 76.33% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556

แบ่งเป็น 1.รายจ่ายประจำประมาณ 1.995 ล้านล้านบาท มีเป้าหมายเบิกจ่าย 1.932 ล้านล้านบาท โดยปัจจุบันมีการเบิกจ่ายแล้วกว่า 1.609 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 80.66% ของรายจ่ายประจำ โดยคาดว่าระยะเวลาที่เหลืออีก 2 เดือน จะมีผลเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมอีก 3.39 แสนล้านบาท ดังนั้น ณ วันที่ 30 ก.ย. 2556 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดงบประมาณ จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 1.948 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการเบิกจ่าย อย่างไรก็ดีจะมีงบประมาณที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันภายใน 30 ก.ย. 2556 ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท

เร่งเบิกจ่ายงบค้างท่อ 1.7 แสนล้าน

2.รายจ่ายลงทุน 4.04 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแล้วจำนวน 2.2 แสนล้านบาท คงเหลือประมาณ 1.82 แสนล้านบาท และมีการก่อหนี้แล้ว 5.87 หมื่นล้านบาท คงเหลือรายจ่ายที่ยังไม่ก่อหนี้ผูกพันทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท (คณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ อนุมัติผ่อนผันเป็นเงิน 3.8 หมื่นล้านบาท คงเหลือวงเงินที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ผ่อนผัน 8.5 หมื่นล้านบาท)

ดังนั้น จึงเหลือวงเงินที่คาดว่าจะยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทัน ในปีงบประมาณนี้ อีกประมาณ 1.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินงบประมาณจากรายจ่ายประจำ 4.7 หมื่นล้านบาท และวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน 1.23 แสนล้านบาท ดังนั้นวงเงินส่วนที่เหลือดังกล่าว หากหน่วยงานใดมีความสามารถในการก่อหนี้ผูกพันได้ทัน ให้เร่งดำเนินการส่งแผนเข้ามาทันที

ขณะเดียวกัน จะต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์ของประเทศ และเกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะเร่งด่วนได้ชัดเจน โดยมีข้อห้าม คือ ห้ามนำไปใช้จ่ายในการจัดซื้อยานพาหนะ ห้ามโอนไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างบุคลากร อันจะเกิดภาระงบประมาณในอนาคต และห้ามนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นการเดินทางไปปฏิบัติงานตามสนธิสัญญาที่มีกฎหมายรองรับ เป็นต้น

ยิ่งลักษณ์เร่งโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตรง

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.กล่าวว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า หน่วยงานราชการต่างๆ ที่จะเสนอเรื่องการขอเบิกงบประมาณเข้ามา ขอให้เสนอโครงการในลักษณะที่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง และให้เห็นผลโดยเร็วที่สุดภายในปีนี้เพื่อให้เกิดผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2556 ไม่ใช่โครงการที่เสนอขอเข้ามาแล้ว จะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้สำนักงบประมาณได้สรุปข้อเสนอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2556 ที่มีวงเงินเหลือทั้งสิ้น 170,475 ล้านบาท ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการ ก่อหนี้ผูกพันได้ทันภายในเดือนก.ย. 2556 หรือไม่สามารถดำเนินการก่อหนี้ผูกพันได้ทัน แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 2556 ภายใต้ประเทศและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

สำนักงบขีดเส้นดำเนินการภายใน30ก.ย.

ประกอบไปด้วย 1.เป็นรายการงบประมาณที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล 2.เป็นรายการงบประมาณที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน 3.เป็นรายการงบประมาณที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ทันทีภายใน 30 ก.ย. 2556

4.เป็นการโอนเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเท่านั้น 5.เป็นรายการที่ผ่านการตรวจสอบข้อกำหนดตามกฎหมายฉบับต่างๆ แล้ว เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม 6.เป็นรายการที่แก้ปัญหา/สอดคล้องความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ที่แสดงถึงความสำคัญของปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยต้องได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557

"ปลอดประสพ"สบช่องของบแจงน้ำท่วม

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ระหว่างการพิจารณามาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 และมีงบประมาณที่ยังไม่ได้รับการจัดสรร ประมาณ 80,000 ล้านบาทนั้น นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวในที่ประชุมว่า ตนจำเป็นต้องของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำมาดำเนินการการแก้ปัญหา เรื่องความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน

ขณะนี้มีคนปล่อยข่าวและคนตีความว่าเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดในหลายจังหวัด อาทิ เชียงราย ตาก อุตรดิตถ์ เป็นต้น อาจจะส่อเค้ารุนแรงเหมือนเมื่อปี 2554 จึงเห็นว่าจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ไปชี้แจงว่าเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าวเกิดจากน้ำป่าไหลหลาก ไม่เหมือนกับปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554

อย่างไรก็ตาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้นายปลอดประสพ กลับไปจัดทำรายละเอียดของโครงการนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่องเงินอีกครั้ง

ครม.ยังได้พิจารณาวาระการเสนอของกระทรวงมหาดไทย เรื่องที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ขออนุมัติดำเนินโครงการอีกครั้งหนึ่ง พร้อมขอยกเว้นมติครม.กรณีจำนวนเงินงบประมาณในปีแรกไม่ต่ำกว่า 20% และขออนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ความยาว 6.40 กิโลเมตร วงเงินโครงการทั้งสิ้น 2,483,548,000 บาท โดยนายปลอดประสพ กล่าวแสดงความเห็นว่า กทม.ส่งเรื่องขออนุมัติโครงการนี้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะไม่ผ่าน ก็เพราะต้องการให้ประเด็นว่ารัฐบาลขัดขวางกทม. ทั้งที่คำอธิบายของโครงการดังกล่าวมีความซ้ำซ้อนกับแผนบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศของรัฐบาล วงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องให้มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครม.มีมติอนุมัติให้ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

"ชัชชาติ"ดันกู้2ล้านล้านเข้าสภาสิ้นเดือนส.ค.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาประมาณปลายเดือนส.ค. นี้ ซึ่งตามแผนรัฐสภาจะพิจารณาเรื่องงบประมาณ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตามลำดับ

สาเหตุที่ พ.ร.บ.กู้เงิน พิจารณาหลังรัฐธรรมนูญ เพราะมีรายละเอียดในการพิจารณามากกว่า และต้องการเปิดโอกาสให้รัฐสภาพิจารณาอย่างเต็มที่ หวังให้ทุกฝ่ายโหวตให้กับพ.ร.บ.กู้เงิน โดยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียของโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

"ผมไม่อยากให้มองว่า พ.ร.บ. กู้เงินเป็นเรื่องของการเมือง แต่อยากให้เห็นว่าเป็นผลงานของรัฐสภา ที่จะร่วมกันวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะหลายโครงการในพ.ร.บ.กู้เงิน เป็นโครงการที่คิดมาจากหลายรัฐบาล ที่ผ่านมาผมพยายามทำดีที่สุด ตอบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมาธิการ และนำมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งผมจะดีใจมากหากพ.ร.บ.กู้เงินนี้ ได้รับคะแนนโหวตจากพรรคอื่นด้วย” นายชัชชาติ กล่าว

ย้ำต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาตามแผนพ.ร.บ.กู้เงิน จะช่วยสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก หากพัฒนาตามรูปแบบเดิมๆ จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมาก็มีการลงทุนอยู่แล้ว แต่เป็นลักษณะของการดำเนินงาน ตามงบประมาณประจำปี มีปัญหาล่าช้า

อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.บ.กู้เงินไม่ผ่านการพิจารณา ก็คงต้องจัดสรรงบประมาณประจำปี เพื่อดำเนินโครงการตามแผนงาน เพราะประเทศไทยจะหยุดการพัฒนาไม่ได้ ซึ่งโครงการที่มีความพร้อม เช่น การขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร และการก่อสร้างรถไฟทางคู่ จะได้ดำเนินการก่อน ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงต้องรอการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน

สศค.เล็งแผนสำรองลงทุนพื้นฐาน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร แต่หากยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาสมัยนี้ รัฐบาลได้เตรียมทางเลือกไว้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่หยุดชะงัก

ทั้งนี้กระทรวงการคลังเตรียมเสนอนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาในเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับแผนการลงทุนในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น รถไฟฟ้า 10 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อจัดสรรงบปี 2557 ศึกษาโครงการ จากนั้นค่อยโยกโครงการลงทุนไปใช้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาทภายหลัง

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้ง 4 มาตรการ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1% จากเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 4-4.5% จะเพิ่มเป็น 5-5.5% โดยคาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้ จะทยอยออกมาตรการให้ครบ

"ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ทั้งปีน่าจะส่งออกโตแค่ 3-4% แต่การค้าชายแดนจะขยายตัวต่อเนื่อง โตได้ในระดับตัวเลข 2 หลัก"