วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โฆสิต'แนะรัฐบาลปรับโครงสร้างการผลิต

"โฆสิต"จี้หน่วยงานรัฐวางแผนพัฒนาคุณภาพครอบครัว ชี้หลังปี 2583 ภาวะประชากรวัยพึ่งพาสูง แนะปรับโครงสร้างการผลิตเน้นสินค้าที่มีความต้องการสูง

วานนี้ (9 ส.ค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออมระดับครัวเรือนกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานคณะกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ และกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาเรื่อง"อนาคตการพัฒนาในกรอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย" ว่า ในปี2583 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ 25 % ของประชากรทั้งหมด

ขณะที่ในปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่ลดลงทำให้วัยทำงานในอนาคตลดลงเช่นกัน และจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว หน่วยงานต่างๆ จึงควรให้ความสำคัญกับการวางแผนครอบครัวแบบใหม่ที่หลุดพ้นจากการควบคุมประชากร เป็นการผลักดันให้วางแผนประชากรให้เป็นครอบครัวที่มีคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ โครงสร้างประชากรของประเทศยังจะเปลี่ยนไปในลักษณที่ประชากรมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดยในปี2583ผู้ชายจะมีอายุเฉลี่ย 75.3 ปี ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 81.9 ปี หน่วยงานต้องกลับมาคิดว่าชีวิตหลังเกษียณจะเป็นอย่างไร เรื่องเงินออมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ประเทศญี่ปุ่นก็มีปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากร ทำให้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจตามมา

"นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เคยกล่าวว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังการเงิน ไม่ยังยืนเท่ากับผลิตภาพการผลิต การวางโครงสร้างประชากร การออม เราต้องเปลี่ยนความคิดต้องสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการวางแผนครองครัวเชิงคุณภาพ ว่าครอบครัว และรัฐบาลควรทำอะไรบ้าง ไม่ใช่มองแค่การลงทุน หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว โครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย จะมีผลกดดันต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับประเทศญี่ปุ่น"นายโฆสิตกล่าว

สำหรับการพัฒนาประชากรในวัยแรงงานต้องพัฒนาให้มีขีดความสามารถในการผลิตมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชากรจะต้องไม่ได้มีที่มาจากการเอางบประมาณแผ่นดินมาช่วยอุดหนุน นอกจากนั้นยังต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในประเทศการเดิมที่การผลิตภายในประเทศของไทยเป็นประเทศรับจ้างผลิตจากคำสั่งของบริษัทต่างประเทศ ซึ่งการผลิตในรูปแบบนี้ถือว่ามีการแข่งขันระหว่างประเทศมากขึ้นในปัจจุบัน โดยในอนาคตโครงสร้างการผลิตของประเทศไทยควรมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันน้อยลง เพื่อให้สินค้าไทยต้องมีบทบาทในตลาดมากขึ้น