หา“เพื่อนใหม่” วิชั่น “รัตน์ พานิชพันธ์”ขุนพล LHBANK

หา“เพื่อนใหม่” วิชั่น “รัตน์ พานิชพันธ์”ขุนพล LHBANK

อยากได้ “พันธมิตร” ก่อนเปิด AEC ปี 2558 มูฟครั้งสำคัญของ “แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป” “ปลายปีนี้รอพบเรื่องเซอร์ไพรส์”“รัตน์ พานิชพันธ์" แจง

“นักลงทุนมองเราเป็นเพียงแบงก์เล็กๆ เขาเหล่านั้นสนใจเพียงขนาดของกิจการ จากนี้ไปเราจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้หุ้น LHBANK เป็นที่น่าสนใจในสายตานักลงทุน” ประโยคสัญญาใจของ “รัตน์ พานิชพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป” (LHBANK)

“นี่คือครั้งแรกที่ผมมาร่วมงานแถลงข่าวของ LHBANK” “รัตน์” คนสนิท "เสี่ยตึ๋ง” อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของ “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” (LH) ในฐานะหุ้นใหญ่ LHBANK 34.39% กล่าวทักทาย

“ไม่มาได้ไง ตอนนี้ LHBANK เปิดดำเนินกิจการมา 8 ปีแล้ว ผมต้องมานั่งอัพเดทข้อมูลจากปากตัวเอง แต่หน้าที่หลักๆยังคงเป็นของ “หญิงเก่ง” “ศศิธร พงศธร” กรรมการผู้จัดการ LHBANK เหมือนเดิม

ถามว่าวางแผนจะทำอะไรให้นักลงทุนเหลียวหลังมาดูเรา “ผู้บริหารฝีปากกล้า” ตอบว่า เรากำลังเปิดกว้างเรื่อง “พันธมิตร” เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าขนาดแบงก์จะเล็กหรือใหญ่ สุดท้ายแบงก์ต้องมีเพื่อน แต่หน้าตาเพื่อนจะเป็นแบบไหนเห็นแล้วทุกคนจะ “ฮือฮา” หรือ “ร้องยี้” ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ในอดีตเราเคยอยากสานสัมพันธ์กับพ้องเพื่อน แต่จังหวะไม่เหมาะสม ตอนนี้เราเปรียบเสมือน “หญิงสาว” ที่เริ่มมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ไม่ได้เป็นเด็กน้อยเหมือนก่อน ฉะนั้นวันนี้เราเริ่มมีแรงจูงใจมากขึ้นแล้ว ฉะนั้นพันธมิตรย่อมเริ่มให้ความสนใจเรามากขึ้น

ราคาหุ้นจะขึ้น-ลง หรือไปไหนไม่ไกลกว่าราคาไอพีโอ 1.40 บาท (เข้าตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2554) สุดท้ายต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่ทีมบริหารจะเน้น สร้างผลประกอบการทุกปีให้ออกมาดีที่สุด!!

เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปลายปี 2558 จะส่งผลให้หุ้น LHBANK น่าสนใจมากขึ้น!!

เขา ขยายความว่า เรากำลังคุยกับธนาคารในแถบเอเชีย 2 ราย แต่ภาวะเศรษฐกิจจีนและไทยเริ่มชะลอตัว ทำให้ผลการเจรจาจำต้องล่าช้าออกไปจากเดิม คาดว่าปลายปี 2556 ทุกคนจะเห็นหน้าตาเพื่อนใหม่รายนี้ (รอลุ้นกันนะ)

หน้าที่หลักของพันธมิตรรายนี้ คือ ต้องเข้ามาช่วยเรื่องการให้บริการทางการเงินกับคนระดับรากหญ้า หรือ “ไมโครไฟแนนซ์” พันธมิตรรายนี้มีขนาดใหญ่กว่าแบงก์ไทยหลายๆแห่ง เขาเป็น “อินเตอร์เนชั่นแนล” ผลจากการพูดคุยค่อนข้างชัดเจน และมีการกำหนดกรอบเวลาแน่นอนแล้ว

หลังเปิด AEC เมืองไทยจะเป็น "ศูนย์กลางทางการเงิน" ของอาเซียน ธนาคารต่างชาติจะให้ความสนใจเข้ามาสร้างฐานในไทยมากขึ้น ฉะนั้นการเปิด AEC ถือว่าเป็น “โอกาส” ของ LHBANK ฉะนั้นต้องรีบมีพันธมิตร!!

"คุณคิดตามนะเมืองไทยมีแบงก์อยู่ไม่กี่แห่ง ส่วนใหญ่ต่างชาติก็เอาไปหมดแล้ว ยกเว้น 4 แบงก์ใหญ่ ฉะนั้นหากต่างชาติมองเมืองไทยเป็นจุดสำคัญในการขยายตัวทางธุรกิจ LHBANK ซึ่งเป็นแบงก์ดั่งเดิมรายเดียวที่ถือหุ้นโดยคนไทย เขาจะไม่สนใจเราเชียวหรอ เราออกจะ “น่ารัก!!”

“ความสวย” ของ LHBANK เริ่มเปล่งประกายชัดเจน เห็นได้จากการมีกองทุนแห่เข้ามาคุยไม่ขาดสาย แต่บังเอิญ “เราไม่ใช่ลูกคนจนที่เห็นคนเอาเงินมาให้แล้วจะเกิดอาการตาลีตาเหลือก” เรากำลังบ่งบอกว่าพันธมิตรที่เราปลื้มต้องเป็นสถาบันการเงินเท่านั้น!!

ก่อน “รัตน์ พานิชพันธ์ จะยกหน้าที่ให้ “เอ็มดีสาว” แจกแจงทิศทางธุรกิจในปี 2556 เขายังระบุว่า “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” (LH) และ “ควอลิตี้เฮ้าส์” (QH) ซึ่ง LH ถือหุ้น QH อยู่ 24.86% มีแผนจะขาย หุ้น โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ที่ QH และ LH ถือหุ้นรวมกันประมาณ 50% หากใครเสนอราคาสูงจนน่าพอใจ (LH ถือหุ้น 2.12 ล้านหุ้น คิดเป็น 30.21% QH ถือหุ้น1.39 ล้านหุ้น คิดเป็น 19.77% ตัวเลข ณ วันที่ 19 เม.ย.56)

ที่ผ่านมามี “บริษัทต่างชาติ” ติดต่อผ่านคนกลางขอซื้อหุ้น HMPRO จาก QH และ LH แต่บังเอิญราคายังไม่น่าจูงใจเท่าไร (หัวเราะ) ฉะนั้นเราจะขายต่อเมื่อ เขาเสนอราคาที่เราเห็นแล้ว “น้ำลายหก” ออกแนวถูกใจใช่เลย “เขากล้าซื้อ เรากล้าขาย”

หากคุณไปถาม “อนันต์ อัศวโภคิน” เขาจะตอบคุณว่า “ราคาโดนใจก็ขายหมด” ถ้าให้แกตัดสินใจคนเดียวคงขายหุ้นไปนานแล้ว แต่เราทำงานกันเป็นทีม สุดท้ายราคาต้องถูกใจทุกคน

“ศศิธร พงศธร” กรรมการผู้จัดการ LHBANK เล่าแผนธุรกิจในปี 2556 ว่า เราจำเป็นต้องปรับ “กลยุทธ์ใหม่” หลังทางการออกมาปรับลดเป้าหมาย GDP แถมยังยอมรับว่าเศรษฐกิจ 6 เดือนหลังของปีนี้อาจชะลอตัว โดยเราจะหันมามุ่งเน้นเรื่องคุณภาพของสินเชื่อ แบงก์จะให้ความสำคัญกับ “ลูกค้ารายใหญ่” ที่มีรายได้ 400 ล้านบาทขึ้นไป หวังเพิ่มสัดส่วนเป็น 46% ของพอร์ต จาก 42% ในปี 2555

สินเชื่อปี 2556 อาจขยายตัว 20-25% ปรับลดจากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 35% หลังภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว แถมหนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้น ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอี ก็ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน

ครึ่งปีแรกของปี 2556 LHBANK มี “กำไรสุทธิ” 503 ล้านบาท ใกล้เคียงกับกำไรสุทธิทั้งปี 2555 ที่อยู่ 682 ล้านบาท หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อ แถมเรายังมีพัฒนาการที่ดีขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้จากเงินปันผล

สำหรับแผนเปิดสาขาและATM เรายังคงทำต่อเนื่อง เพราะนี่คือ “แขนเป็นขา” ของเรา ที่ผ่านมาเรามีอัตราการเติบโตของสาขาค่อนข้างสูงมาก ครึ่งปีหลังของปี 2556 ธนาคารอาจเปิดสาขา 29 แห่ง กระจายไปตามต่างจังหวัด ในรูปแบบ Micro Branch จากการร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง “โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์” ภายใต้สโลแกน “มีโฮมโปรที่ไหนมี LHBANK อยู่ที่นั่น”

กลยุทธ์เดิมเราเน้นเปิดสาขาในกรุงเทพ-ปริมณฑล สัดส่วน 75% ต่างจังหวัด 25% แต่เมื่อเราใช้กลยุทธ์ลักษณะ Micro Branch สัดส่วนสาขาในต่างจังหวัดจะเปลี่ยนเป็น 51% กรุงเทพ-ปริมณฑล 49% สิ้นปี 2556 เราจะมีสาขาทั้งสิ้น 107 สาขา จากปัจจุบัน 76 สาขา และสิ้นไตรมาส 1/57 จะเพิ่มเป็น 112 สาขา ปัจจุบัน LHBANK มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 1%

เรามองเห็นศักยภาพการเติบโตของลูกค้ากลุ่ม “พรีเมี่ยม” ที่มีวงเงินฝากและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ กับธนาคารอย่างน้อย 5 ล้านบาท ด้วยการเปิดตัว LH Bank Privilege ซึ่งจะให้บริการในการให้คำปรึกษาการจัดพอร์ตการลงทุนกับลูกค้า ธนาคารยังมีแผนจะเพิ่มบริการอื่นๆ เช่น บริการ Debit Card บริการ LHBank Speedy on Mobile

2 โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” LHBANK

บล.โกลเบล็ก ทำนายว่า ในปี 2556 LHBANK อาจมี “กำไรสุทธิ” 860 ล้านบาท ขยายตัว 26% จากปี 2555 และคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 20-25% แม้ว่าจะลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 57% ส่วนสินเชื่อ SME ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยความที่ธนาคารเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจประเภทโลจิสติก อพาร์ทเม้นท์ และคอมมูนิตี้มอลล์ กลุ่มเหล่านี้ยังคงมีศักยภาพเติบโต ฉะนั้นแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” มูลค่าเหมาะสม 1.71 บาท ซึ่งอ้างอิง P/BV ระดับ 1.5 เท่า

ฟาก บล.เอเซียพลัส ระบุว่า LHBANK อาจมี “กำไรสุทธิ” เติบโตโดดเด่นถึง 22.1% ในปี 2556 และ 19% ปี 2557 หลังมีการเร่งขยายสินเชื่อและผลักดันการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในเชิงรุก ดังนั้นเชียร์ “ซื้อ” ราคาหุ้น LHBANK ตั้งแต่ต้นปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% ใกล้เคียงกับ SET การเติบโตของธุรกิจในเชิงรุกจะยกระดับ ROE ขึ้นไปทัดเทียมกลุ่ม บวกกับประเด็นเรื่องการหาพันธมิตรที่เห็นความชัดเจนมากขึ้นน่าจะช่วยจะผลักดันราคาหุ้นให้ยังคงสามารถ outperform ได้ต่อเนื่อง