วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลต.จี้บริษัทจดทะเบียนทำแผนต้านคอร์รัปชัน

ก.ล.ต.จี้บริษัทจดทะเบียนทำแผนต่อต้านคอร์รัปชั่น ให้รายงานในแบบแสดงข้อมูล 56-1 เริ่มทันทีปีนี้

นายชาลี จันทนยิ่งยง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในงานสัมมนาต่อต้านการคอร์รัปชั่นภายใต้หัวข้อ "200 บริษัทกับอนาคตความร่วมมือภาคเอกชนในการต่อต้านทุจริต"ว่า ก.ล.ต.มีจะกำหนดให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ทำแผนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมอยู่ในรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม(ซีเอสอาร์) ที่จะต้องแจ้งในแสดงรายงานข้อมูลประจำปี 56-1 โดยเริ่มในปี2556นี้ และจะเปิดเผยข้อมูลในปี 2557 เพื่อกระตุ้นให้บจ.ตื่นตัวในการต่อต้านคอรัปชั่น

ทั้งนี้ก.ล.ต.จะประสานให้สมาคมบริษัทจัดการลงทุน(สมาคมบลจ.)ในฐานนะนักลงทุนสถาบันและสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในทุกบริษัทกระตุ้นถามความคืบหน้าของแผนงานดังกล่าวในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ขณะที่ก.ล.ต.เองก็จะติดตามความคืบหน้าแล้วนำมาประมวลผลทุกปี โดยเปรียบเทียบและจัดกลุ่มเพื่อเปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนและสื่อมวลชนรับทราบ

"ในช่วงแรกก.ล.ต.จะให้รายงานตามความสมัครใจ ยังไม่บังคับ การบังคับอาจจะเป็นขั้นตอนต่อไป เพราะเข้าใจว่าบางบริษัทยังต้องมีการจ่ายใต้โต๊ะ แม้ว่าไม่เต็มใจ เพื่อป้องกันการถูกดึงเรื่อง หรือกลั่นแกล้ง แต่เมื่อบริษัทมีการประกาศนโยบายชัดเจน ก็สามารถใช้เป็นเหตุผลในการไม่จ่ายได้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อมีบจ.ส่วนใหญ่ทำแผนต่อต้านคอร์รัปชั่น จะกระตุ้นให้บริษัทอื่นๆตื่นตัว เพราะหากไม่ทำก็จะถูกตั้งคำถามจากผู้ถือหุ้นและสังคม"

การทุจริตคอรัปชั่นในปัจจุบันในฝั่งของผู้จ่าย หรือภาคเอกชนมี 2รูปแบบคือ 1.การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ชนะการประมูล หรือให้ได้งานในส่วนที่ไม่ควรได้ และ 2.กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการคอรัปชั่น ไมีเต็มใจจ่าย แต่ต้องจ่ายเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐมากลั่นแกล้งหรือดึงเรื่องไว้ ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจ แผนงานก.ล.ต.ที่ออกมาจะมาช่วยแก้ปัญหาของกลุ่มคนที่ไม่เต็มใจจ่าย

สำหรับฝั่งของผู้รับ หรือหน่วยงานราชการนั้น ภาคเอกชนจะมีการสำรวจ หรือวิจัยจัดอันดับว่าหน่วยงานใดมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด 5-10 อันดับ ซึ่งเชื่อว่าหากหน่วยงานใดติดอันดับทางผู้บริหารหน่วยงานนั้นจะต้องมีแผนในการลดปัญหานอกจากนี้จะมีการผลักดันกฎหมายที่มีส่วนช่วยในการปัองกันปัญหาคอรัปชั่น โดยล่าสุดได้มีร่างพ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุมัติของหน่วยงานราชการ ซึ่งจะกำหนดกรอบและเวลาในการอนุมัติเรื่องต่างๆของหน่วยงานราชการให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้หน่วยงานดึงเรื่องไว้เพื่อรับใต้โต๊ะ

"เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าจะมีบริษัทเอกชน 224 แห่งร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นแนวร่วมปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่มีเพียง 7 บริษัทที่ผ่านการประเมินและได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วม ซึ่งไม่มีภาคธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เลย ดังนั้นก.ล.ต.ในฐานะหน่วยงานกำกับก็จะต้องจับเข่าคุยว่าติดขัดในส่วนใด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่อไป"

นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัท (ไอโอดี) กล่าวว่า อยากให้บจ. และบริษัทที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (เรียลเซ็คเตอร์) เข้ามาเป็นแนวร่วมมากขึ้น เพราะแนวร่วมในปัจจุบัน 224 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในภาคการเงิน ซึ่งหากบจ.เข้ามามากขึ้นก็จะช่วยยกระดับ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับตลาดทุนไทย เพราะปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) มากขึ้น