background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

หมากรบสิ่งทอไทย สลัดภาพ“Producer”สู่ “Creator”

หมากรบสิ่งทอไทย สลัดภาพ“Producer”สู่ “Creator”

ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่ Sunset มีแต่ผลิตภัณฑ์ที่ล้มหายตายจากไป เช่นเดียวกับ“อุตสาหกรรมสิ่งทอ”ที่คนในแวดวงยังเชื่อว่า มีโอกาสและอนาคต

“สิ่งทอไม่ได้ Sunset โปรดักท์ต่างหากที่ Sunset แต่อุตสาหกรรมยังคงอยู่ ไม่อย่างนั้นกล้องถ่ายรูปก็คงเป็นอุตสาหกรรม Sunset เพราะฟิล์มก็ตายไปหมดแล้ว แต่นี่กล้องก็ยังอยู่ ฉะนั้นทุกอุตสาหกรรมไม่ได้ Sunset เพียงแต่เราต้องขยับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้”

“ดร. สาธิต พุทธชัยยงค์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สะท้อนความคิด จากงานประกวด Almeta for You Young Thai Designers ครั้งที่ 1 หัวข้อ “inFASH forward trend Autumn/Winter 2013/14” ผลงานความร่วมมือของ สถาบันวิจัยแฟชั่นแห่งประเทศไทย (inFASH) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมกับ แอลเมต้า (ALMETA) ผู้ผลิตผ้าไหมไทยคุณภาพโลก

โดยยืนยันว่าสิ่งทอไม่ใช่ขาลง แต่ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ต้องเผชิญกับแรงท้าทายรอบด้าน หลังผ่านยุคที่หวานชื่น เป็นสินค้าทดแทนการนำเข้า มาสู่ระบบโควต้า เรียกว่าผลิตมาเท่าไรก็ขายได้

ทว่าเมื่อเข้าสู่ยุคการค้าเสรี อุตสาหกรรมสิ่งทอ ต้องเกิดอาการช็อก! ครั้งใหญ่ เพราะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวมาก่อน เมื่อการค้ามีเพียงเวทีเดียว นั่นคือ “เวทีโลก”

นาทีนี้เลยต้อง..ใครดี ใครอยู่

“ด้วยความที่เรามีฝีมือ ก็เป็นผู้รับจ้างผลิต แต่พอถึงวันหนึ่งประเทศอื่นเขาทำได้อย่างเราบ้าง เราก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะแข่งขันได้อีกแล้ว เมื่อก่อนเราบอก สู้จีนไม่ได้ตอนที่จีนมาใหม่ๆ เพราะค่าแรงถูก ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าเราต้องชนะอิตาลีสิ เพราะค่าแรงเขาแพงกว่าเรา แต่สรุป เราไม่ชนะทั้งจีน และไม่ชนะทั้งอิตาลี”

เขาบอกสถานการณ์ช้ำๆ ในโลกแห่งความจริงที่บีบคั้นสิ่งทอไทย ให้ต้องวิ่งหาทางออกที่เรียกว่า “ดีไซน์” แต่อุปสรรคสำคัญคือ คนไทยยังคุ้นเคยกับงานรับจ้างผลิต (OEM) พอต้องลุกมาทำ “ดีไซน์” อะไรๆ มันเลยไม่ง่าย ต้องใช้เวลา พัฒนา ที่สำคัญผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนทัศนคติมาให้ความเชื่อมั่นกับ งานวิจัย มากขึ้น

“อย่างโรงงานผ้าที่ญี่ปุ่น เขามีงานวิจัยผ้าอย่างน้อย 5 รายการ ซึ่งถ้ารายการใดถูกก๊อปปี้ เขาไม่ได้เดือดร้อนเลย ก็แค่ไปทำอันใหม่ แต่บ้านเราไม่วิจัย ไม่เชื่อมั่นเรื่องวิจัย ก็แค่ซื้อมาขายไป สั่งก็ทำให้ แต่วันนี้เชื่อว่าโลกกดดันเรามากขึ้น”

แรงกดดันจากสังคมโลก ทำให้พวกเขาพยายามผลักดันประเทศไทย จนเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กรกำหนดเทรนด์สีโลก(INTERCOLOR) องค์กรที่รวมผู้เชี่ยวชาญด้านสีจาก 14 ประเทศผู้นำแฟชั่น เพื่อกระจายความรู้และผลงานวิจัยเรื่อง เทรนด์สีและวัสดุ ให้ผู้ประกอบการไทย ได้ก้าวทันทิศทางโลกก่อน “ตลาดวาย”

“เมื่อก่อนกว่าจะรู้ว่าโลกไปทางไหนตลาดก็วายไปหมดแล้ว การไปอยู่ในเวทีแบบนี้จึงเป็นประโยชน์กับเรามาก”

เมื่อรู้ก่อน ทำก่อน ก็ย่อมได้เปรียบคู่แข่ง แต่ถึงตอนนี้ผู้ประกอบการจะยังต่อสู้แบบเดิมๆ ก็คงไม่ได้ เขาบอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด นั่นคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิต แต่ขยับตัวเองมาเป็นนักสร้างสรรค์ตัวยงให้ได้

“ในวันนี้เราไม่จำเป็นต้องปั่นด้ายทอผ้าเอง ไม่ต้องผลิตเอง แต่ให้เพื่อนบ้านทำให้ก็ได้ แล้วใช้โมเดลอย่างฮ่องกง วันนี้เขาเป็น Top 5 ของประเทศที่ส่งออกสิ่งทอ แต่เกาะฮ่องกงมีโรงงานทอผ้าที่ไหน เขาทอที่จีน หรือที่ไหนก็ได้ พูดง่ายๆ คือ ให้เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ แล้วเปลี่ยนจาก Producer มาเป็น Creator”

ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิต แต่เปลี่ยนมาเป็นผู้สร้างสรรค์ แล้วทำของแพงขายตลาดโลก นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

“วันนี้หาเด็กที่เรียนสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยังยาก เป็นวิกฤติของอุตสาหกรรม และเป็นกันทั้งโลก ฉะนั้นอะไรที่เราทำแล้วไม่อยู่ในสถานะแข่งขันได้ ต้องปล่อยให้คนอื่นทำ วันนี้โรงงานทอผ้าแบบพื้นๆ อย่าทำเลย แต่ให้ทำของที่มีราคา ไม่ต้องทำเยอะ ทำของน้อย แต่ได้ราคา” เขาสะท้อนความคิด

ก่อนฉายภาพอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในตลาดโลก ที่วันนี้ตกจากอันดับที่ 13 มาอยู่ในอันดับ 18 มีมูลค่าส่งออกประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท) ขณะที่อันดับหนึ่งคือจีน มีมูลค่าส่งออกอยู่ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ห่างไกลจากเราไปหลายขุม

“คิดในมุมบวก มีอีกตั้ง 17 อันดับ ที่เราจะขึ้นไปได้ และลองดู 5 อันดับแรก นอกจากจีนกับอินเดีย ยังมี เยอรมัน ฮ่องกง และอิตาลี ซึ่งสามประเทศนี้ ค่าแรงแพง แต่ทำไมยังส่งออกเป็น Top5 ของโลกได้ เราต้องเรียนรู้จากประเทศเหล่านี้”

อดีตนักเรียนสิ่งทอบอกเราว่า ลองสังเกตประเทศที่ยังไม่พัฒนา มักทำของหนัก หนา ใหญ่ แต่ราคาเบา ขณะประเทศที่เจริญแล้ว จะทำของเล็ก เบา บาง แต่ราคาแพง ฉะนั้นสิ่งทอไทย ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อให้ได้ของที่มีราคาขึ้น

และเพื่อร่วมปั้นนักสร้างสรรค์ เปลี่ยนสนามผู้ผลิตมาเป็นสุดยอด Creator สถาบันวิจัยแฟชั่นแห่งประเทศไทย (inFASH) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จึงได้จับมือภาคเอกชนอย่าง แอลเมต้า (ALMETA) ผู้ผลิตผ้าไหมไทย จัดโครงการ Almeta for You Young Thai Designers ครั้งที่ 1 โดยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทุกสถาบัน ได้ส่งผลงานออกแบบ เสื้อผ้า เครื่องนอน ชุดบนโต๊ะอาหาร หมอนอิง และ กระเป๋า ในคอลเลคชั่นสำหรับ Autumn/Winter 2013/14 ผลงานไหนคว้าชัยชนะ ก็จะถูกนำมาผลิตเป็นชิ้นงานจริงภายใต้แบรนด์ ALMETA พร้อมจัดจำหน่าย

สำหรับน้องๆ อนาคตดีไซเนอร์ไทย ได้ร่วมสะท้อนมุมมองขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยให้มีอนาคต อย่าง “เท่ห์-ทศพล เกิดแก้ว” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาศิลปการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ชนะเลิศในเวทีดังกล่าว บอกเราว่า ผ้าไหมไทย มีคุณค่า มีเสน่ห์ในตัวเอง เป็นราชินีแห่งผ้า แต่คนรุ่นใหม่ มักไม่สนใจที่จะหยิบมาใช้ เพราะมองว่าเป็นผ้าของผู้ใหญ่ ซึ่งถ้าดีไซเนอร์สามารถนำมาพัฒนาให้มีดีไซน์ ใส่แนวคิดให้มากขึ้น ก็จะทำให้คนสนใจผ้าไหมไทยมากขึ้น และตลาดไม่ได้มีแค่ต่างชาติแต่รวมถึงคนไทยที่จะกดไลค์ด้วย

“โฟน-ณัฐติยา แสงแก้ว” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ สาขาการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เจ้าของรางวัล Popular Vote อธิบายเหตุผล ที่เลือกออกแบบชุดให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานมากกว่าหนึ่ง โดยมองถึงคุณประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้

“ถ้าทำเป็นชุดเดียว ก็ใช้อย่างอื่นไม่ได้นอกจากงานราตรี เพราะชุดค่อนข้างเด่น จึงดึงดูดจุดสนใจได้แค่ครั้งเดียว เขาก็จำได้แล้ว เลยออกแบบให้ตัวข้างในเป็นเดรส สามารถใส่ไปทำงานได้ ใส่กับกางเกงก็ได้ ไปใช้ต่อได้ในหลายกรณี”
ฟังก์ชั่นที่มาพร้อมดีไซน์ เน้นการใช้งานและแบบที่สวยเด่น ทำให้ผลงานผ้าไทยก็เข้าตามหาชนได้

ขณะที่ “ชิชา-ปิยะนุช พิพัฒนกูล” นิสิตปี 3 จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง บอกเราว่า ดีไซเนอร์ต้องมีความสามารถในการสื่อสารระหว่างสิ่งที่คิดกับคนผลิต สำคัญที่สุดคือ ผลงานต้องใช้งานได้จริง โดยต้นทุนในการผลิตต้องไม่สูงเกินไป เพราะถ้าสวยแต่แพง คนก็ไม่เลือกซื้อ ดีไซเนอร์เลยต้องศึกษาให้รอบด้านต้องขยันหาความรู้ไม่แค่ในมหาลัย โดยเฉพาะหาเวทีประกวดเพื่อให้ผลงานเป็นที่รู้จัก ซึ่งแม้ “ไม่ชนะ” แต่ความ “มานะ” ก็ต้องไม่ลด

“เวลาไปประกวดแล้วไม่ติด ไม่ได้เสียใจ แต่เหมือนเพิ่มกำลังใจให้ตัวเอง ว่าวันหนึ่งคงต้องเป็นวันของเรา เพราะนี่คือสิ่งที่ชอบและรัก เพื่อนๆ ก็เช่นกัน ถ้าชอบตรงไหนก็ให้ไปทางนั้น รักสิ่งไหน ก็ควรมุ่งมั่น ทุกคนมีความฝันด้วยกันหมด แต่ก็ต้องลงมือทำด้วย ถึงจะสำเร็จได้” เธอฝากมุมคิด

เหล่าเสียงสะท้อนจากผู้ขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ที่ทุกคนยังประสานเสียงว่าไม่ Sunset แต่รุ่งได้ด้วยพลังของนักสร้างสรรค์
------------------------------------------------
Key to success
หมากรบสิ่งทอไทย
๐ เปลี่ยนจาก Producer เป็น Creator
๐ หนีจากตลาดราคาถูก ไปทำของมีราคา
๐ เห็นคุณค่าของงานวิจัย ก้าวให้ทันเทรนด์ของโลก
๐ ผู้ประกอบการต้องร่วมมือกัน
๐ พัฒนานวัตกรรมชิงความได้เปรียบในตลาด
๐ ดีไซน์ได้ ตัดเย็บได้ ขายได้ คือหัวใจสิ่งทอ