วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

STANLY : ถือ

กำไรลดจากแรงส่ง “รถคันแรก” อ่อนแรงและเป็นไปตามฤดูกาล

กำไรลดลง QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส


STANLY รายงานกำไรงวด 1Q56 (เดือน เม.ย.-มิ.ย.56) ที่ 392 ล้านบาท ลดลง 18% QoQ ซึ่งเป็นการลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส แต่เป็นไปตามคาดหมายของเรา จากรายได้ที่ลดลง 5% QoQ เป็น 2,831 ล้านบาทตามภาวการณ์ผลิตรถยนต์ที่หดตัวลงเนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการผลิตรถยนต์และแรงส่งโครงการ “รถคันแรก” อ่อนแรง และอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง 1 – 2% ผลจากการได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดลดลงตามรายได้ อย่างไรก็ดี กำไรงวด 1Q56 เติบโต 16% YoY เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน HONDA ซึ่งเป็นลูกค้าหลักเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากน้ำท่วม และปีนี้บริษัทได้ประโยชน์จากอัตราภาษีจ่ายที่ลดลง


คาดได้รับผลกระทบการชะลอตัวของอุตฯ ยานยนต์น้อยกว่าและช้ากว่ารายอื่น


เนื่องจาก STANLY มีรายได้หลักจากสินค้าไฟส่องสว่างสำหรับ รถยนต์นั่ง และ รถจักรยานยนต์ ซึ่งตามสถิติในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (“ต้มยำกุ้ง” และ “แฮมเบอร์เกอร์”) พบว่าทั้งรถยนต์นั่งและ รถจักรยานยนต์ได้รับผลกระทบน้อยกว่าและช้ากว่ารถกระบะ โดยช่วงปี 2540 ปี 2541 และปี 2552 ยอดผลิตรถยนต์นั่งหดตัว 18% 83% 22% ขณะที่รถกระบะหดตัว 38% 45% 31% ตามลำดับ ดังนั้น เราจึงคาดว่า STANLY จะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2556 น้อยกว่าและช้ากว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีรายได้หลักจากชิ้นส่วนรถกระบะ


ขณะที่อุตฯ ยานยนต์ไทยภาพรวมกำลังเข้าสู่ช่วง “พักฐาน”


หลังจากที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่นมาตั้งแต่กลางปี 2555 ด้วยปัจจัยบวกจาก “การฟื้นตัวจากน้ำท่วม” และ “นโยบายรถคันแรก” ขณะที่ปัจจุบันโมเมนตัมบวกจากปัจจัยดังกล่าวเริ่มอ่อนแรงลงทำให้ยอดผลิตรถยนต์งวด 2Q56 ลดลง 14% QoQ มาอยู่ที่ 6.2 แสนคัน และคาดว่างวด 3Q56 จะอ่อนตัวลงต่อเนื่อง 3% QoQ มาอยู่ที่ 6 แสนคัน เนื่องจากอุปสงค์รถยนต์ที่หดตัวลง


ราคาหุ้นสะท้อนความกังวลแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว


แม้ว่าราคาหุ้น STANLY ได้อ่อนตัวลงมาใกล้เคียงกับมูลค่าเหมาะสมที่เราประเมิน และมีแนวโน้มได้รับผลกระทบการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศน้อยกว่าและช้ากว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายอื่น แต่อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เราจึงยังคงคำแนะนำเพียง “ถือ” โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 250.50 บาท (วิธี P/E Multiple ที่ 12 เท่า)