วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประสาร'แนะ4โจทย์ท้าทายรัฐฝ่าศก.โลก

ผู้ว่าแบงก์ชาติแนะ 4 โจทย์นโยบายศก.มหภาค พาไทยฝ่าวิกฤติ ยอมรับระยะสั้นยังมีความผันผวน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควรดูที่ความคุ้มค่า

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถา เรื่อง "เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย" ในงานครบรอบ 75 ปี แห่งการก่อตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท กรุงเทพฯ วานนี้ (30 ก.ค.) ว่า ผมขอแสดงความยินดีกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวาระครบรอบ 75 ปี ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่วงการธุรกิจ ซึ่งถือเป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

ในโอกาสนี้ผมรู้สึกยินดีที่ได้รับเกียรติมาเสวนาพิเศษในหัวข้อ "เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก อนาคตประเทศไทย" ผมคิดว่าการเสวนาในหัวข้อดังกล่าวในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะขณะนี้ สถานการณ์โลก มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเตรียมการรับมืออย่างรอบด้านจะเป็นหนทางที่ช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้ทางหนึ่ง

ในระยะสั้น การติดตามภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด การคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย และหาวิธีลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่สาคัญ แต่ในขณะเดียวกัน เราจาเป็นต้องคานึงถึงการวาดภาพไปในระยะยาวว่า หากต้องการที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกันตัวเองจากความผันผวนต่างๆ เราจะต้องทาอย่างไรหรือวางแนวนโยบายอย่างไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

ในวันนี้ผมขอแบ่งหัวข้อการเสวนาออกเป็น 4 ส่วนคือ 1) การประเมินภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย 2) การสำรวจพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 3) หนทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว และ 4) แนวทางการดาเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

1. เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย: สภาวะในปัจจุบันและแนวโน้ม

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายท่านคงจำได้ว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราพูดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม G3 ที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียเติบโตได้ค่อนข้างดี การเติบโตของเศรษฐกิจที่แตกต่างกันนี้ มีส่วนทาให้กระแสเงินทุน ไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยอย่างต่อเนื่องและทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม G3 ยังมีอยู่ แต่เราเริ่มเห็นตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยและการจ้างงานของสหรัฐฯ มีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าจะทยอยถอนมาตรการ QE ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจกลุ่มเอเชีย เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอลงโดยเฉพาะจีน การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจข้างต้น ส่งผลให้บรรยากาศและความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลกมีความผันผวนค่อนข้างสูง กระแสเงินทุนกลับทิศทางและไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งทาให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็ว จนเรียกได้ว่าเป็นคนละภาพกับที่เห็นในช่วงต้นปีนี้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างช้าๆ ทาให้การส่งออกสินค้าของไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายรวมถึงที่แบงก์ชาติเคยคาดไว้ และเมื่อประกอบกับการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอลงตามการบริโภคและ การลงทุนที่พักฐานหลังจากเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า แบงก์ชาติจึงปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยลง โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 4.2% นอกจากนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ตามปกติจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี แต่ก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ จากการที่ ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกาลังอยู่ในช่วงปรับตัว

จากที่ผมได้กล่าวไว้ในช่วงแรกว่าในระยะสั้น หากเราติดตามประเมินสถานการณ์และมีมาตรการเตรียมรับมือที่เหมาะสมและรอบด้านเพียงพอ ก็อาจจะช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนต่างๆ ได้ แต่สาหรับในระยะยาว ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงมุ่งหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันตัวเองจากความไม่แน่นอนต่างๆ และยืนหยัดเติบโตได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น ในช่วงต่อไป ผมขออนุญาตนำท่านย้อนอดีตไปสารวจเศรษฐกิจของเราด้วยกันก่อน เพื่อดูว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตได้จากปัจจัยใดและ ณ วันนี้รวมถึงในอนาคต เราจะยังสามารถอาศัยจุดแข็งที่มีนั้นทาให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้หรือไม่และอย่างไร

2. สำรวจประเทศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน: ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว “What Got You Here Won’t Get You There”

ท่านผู้มีเกียรติครับ

เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมจึงขอแบ่งช่วงการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ The Global Competitiveness Report ซึ่งพบว่า ในช่วงเริ่มแรกนั้น ไทยก็คล้ายกับประเทศอื่นๆ ที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีจุดเริ่มต้นจากการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศค่อนข้างมาก แต่ต่อมา ด้วยความที่ไทยมีจุดเด่นทางด้านค่าจ้างแรงงานที่ถูก และเป็นแรงงานที่มีฝีมือดี ประกอบกับมีการเริ่มนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตบางส่วน จึงทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบัน ไทยสามารถพัฒนาจากการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศมาก มาเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าง การใช้แรงงานกับเทคโนโลยีบางส่วน

อย่างไรก็ดี เมื่อมองไปข้างหน้า ปัจจัยที่เคยช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจมาโดยตลอด อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงได้ในระยะยาว เนื่องจากเราไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่มากพอ จนใช้ได้ไม่มีวันหมด ขณะที่ค่าจ้างแรงงานเองก็เริ่มสูงขึ้น ดังนั้น ทางออกของไทยคือ จะต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นอีกระดับหนึ่งเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ มีมูลค่าเพิ่มสูง และเป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง

3. หนทางพัฒนาประเทศ: ผลักดันให้มีนโยบายเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อาจมีคำถามว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต้องทาอย่างไร? สาหรับประเทศไทย ผมมองว่าทางการจะต้องเร่งผลักดันให้มีนโยบายที่สาคัญใน 4 ด้าน เพื่อสร้างความพร้อมของประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และด้านตลาดแรงงาน

ด้านแรกคือ การสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยจาเป็นต้องปรับรูปแบบโครงสร้าง การขนส่งของประเทศเพื่อให้สามารถลดต้นทุน logistics ได้อย่างมีนัยสาคัญ เพราะปัจจุบันต้นทุน logistics ของไทยยังค่อนข้างสูงที่ประมาณ 15% ของ GDP (ข้อมูลปี 2554) หากทางการสามารถเร่งผลักดันให้ระบบ การขนส่งมวลชนของประเทศมีโครงข่ายเชื่อมโยงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการลงทุนพัฒนาระบบราง ท่าเรือ ถนน และท่าอากาศยาน จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศในหลายด้าน ทั้งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและการขนส่งสินค้า เพิ่มปริมาณการค้าชายแดน ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ามันเชื้อเพลิงลงได้ โดยหากสามารถทาให้โครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ ไทยจะสามารถลดต้นทุน logistics ได้อย่างน้อย 2% ของ GDP

ด้านที่สองคือ การทำให้คนในประเทศมีพัฒนาการด้านสุขภาพและการศึกษาที่ดี จะต้องมี การลงทุนเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษาทั้งทางด้านคุณภาพ และโอกาสในการเข้าถึงของประชาชน โดยในกรณีของการศึกษานั้นยังต้องเน้นการพัฒนาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นสูง การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางระบบการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเป้าหมาย ในการพัฒนาประเทศตั้งแต่เนิ่นๆ

ผมขอยกตัวอย่างประเทศที่เรียกได้ว่าประสบความสาเร็จในการพัฒนาประเทศในด้านนี้ค่อนข้างชัดเจน นั่นก็คือประเทศสิงคโปร์ จากที่เราท่านทราบกันดีว่าประเทศนี้เป็นเกาะเล็กๆ มีพื้นที่จากัด มีทรัพยากรธรรมชาติน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่เพราะสิงคโปร์ให้ความสาคัญกับคุณภาพของคน ในประเทศและทาโดยต่อเนื่อง โดยการปลูกฝังแนวคิดในการพัฒนาประเทศไว้ตั้งแต่แบบเรียนขั้นต้นและคานึงถึงคุณภาพชีวิตของคนที่ต้องมีความพร้อมทั้งคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย และสังคม สร้างความเข้าใจ ในข้อจากัดของประเทศและมองเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศร่วมกันของคนในประเทศ จนทาให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่จัดได้ว่ามีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมอันดับต้นๆ ของโลก

ด้านที่สามคือ การสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการลงทุนหรือสร้างระบบที่ช่วยจูงใจให้มีการลงทุนและศึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการสร้างความพร้อมในด้านนี้ นอกจากจะช่วยให้ธุรกิจผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สินค้าหรือบริการใหม่ๆ มีความหลากหลาย มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการยกระดับสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เช่น ที่ผ่านมาเราได้เห็นธุรกิจไทยหลายราย รวมทั้ง SMEs บางราย ที่สามารถขยายกิจการไปยังต่างประเทศได้เทียบเท่าธุรกิจรายใหญ่ของโลก ก็เพราะเริ่มจากการมีนวัตกรรมที่ทาให้สินค้าแตกต่าง แต่ตรงใจผู้บริโภค จึงทาให้สามารถตั้งราคาได้สูง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องน่ายินดีว่าถ้าคนไทยตั้งใจ ก็มีศักยภาพที่จะทาได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

นอกจากนี้ การพัฒนาความพร้อมในด้านสุขภาพและการศึกษาของคนในประเทศ และความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น ยังสามารถนาไปสู่การพัฒนาในด้านสุดท้ายได้คือ การทาให้ตลาดแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ ผมขออนุญาตใช้เวลามากหน่อยสาหรับเรื่อง การเตรียมความพร้อมในด้านตลาดแรงงานของไทย จากที่เราท่านทราบกันมาระยะหนึ่งแล้วว่า ตลาดแรงงานของบ้านเราค่อนข้างตึงตัว ล่าสุดอัตราการว่างงานในเดือนเมษายนอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ต่าที่สุด ในกลุ่มประเทศเอเชีย

ความตึงตัวของตลาดแรงงานนี้ ถือเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สาคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงจะมีเฉพาะปัญหาด้านจานวนแรงงานที่ไม่เพียงพอ แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาความไม่ตรงกันระหว่างความต้องการของนายจ้างกับทักษะของลูกจ้างหรือที่เรียกว่า skill mismatch ซึ่งการพัฒนาคุณภาพของคนในด้านการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง จะช่วยให้แรงงานมีทักษะที่ตอบโจทย์นายจ้างมากขึ้น เช่น เร่งพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพให้มากขึ้นเพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตที่มีความต้องการแรงงานสายช่างเทคนิคเพื่อไปดูแลควบคุมอุปกรณ์เทคโนโลยี มากกว่าต้องการแรงงานที่จบปริญญาบัตรในสาขาที่มีความต้องการน้อยกว่า

นอกจากปัญหาด้านจานวนแรงงานไม่เพียงพอและ skill mismatch แล้ว ปัญหาที่สาคัญมาก อีกประการหนึ่งแต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงคือ ผลิตภาพของแรงงานไทย หรือ labor productivity ของไทย ที่มีการขยายตัวช้า ซึ่งเกิดจากปัญหาสองประการได้แก่ 1) แรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายกาลังแรงงานจากสาขาการผลิตที่มี productivity สูงไปยังสาขาที่มี productivity ต่ำ และ 2) ไทยมีการสะสมทุนในอัตราที่ต่าลง

ปัญหาแรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายกาลังแรงงานจากสาขาการผลิตที่มี productivity สูงไปยังสาขาที่มี productivity ต่ำ สอดคล้องกับที่เราเห็นแรงงานย้ายออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่ ภาคเกษตรมากขึ้นในช่วงปี 2554-2555 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนปัญหาไทยมีการสะสมทุนในอัตราที่ต่าลงนั้น ดูได้จากอัตราการขยายตัวของทุนทั้งหมดต่อแรงงานของไทยที่ลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยากุ้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของไทยจานวนมากยังสามารถดาเนินธุรกิจโดยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวไร้ทักษะ จึงขาดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรอย่างรวดเร็ว หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ผลคือการลงทุนในเชิงปริมาณและคุณภาพเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตจึงค่อนข้างต่า

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพของคนไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยพัฒนาด้านตลาดแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่สาคัญ ซึ่งจะช่วยบรรเทาข้อจากัดด้านตลาดแรงงานที่ไทยกาลังเผชิญอยู่ได้ทั้งในด้านจานวนแรงงาน และ productivity ที่ขยายตัวช้า และเมื่อประกอบกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยและเป็นตัวกาหนดความสามารถในการแข่งขัน ในเวทีโลกของไทยในระยะยาว

4. แนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย: รัฐและเอกชนต้องเดินไปด้วยกันภายใต้การกาหนดนโยบายที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ และมุ่งหวังจะสร้างการเติบโตให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ท่านผู้มีเกียรติครับ

การเดินไปสู่เป้าหมายเพื่อที่จะทาให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันของพวกเราทุกคน ไม่ว่าท่านหรือผม จะอยู่ในภาครัฐหรือภาคเอกชน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดนโยบายต่างๆ

ภาคเอกชนถือเป็นฟันเฟืองที่สาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผมเชื่อว่าภายใต้ การแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งในและต่างประเทศ ภาคเอกชนมีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งการพัฒนาคุณภาพของแรงงานผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ และการลงทุน ในเทคโนโลยี แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐคือ การประสานความร่วมมือและสื่อสารกับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อนโยบายของภาครัฐหรือเรื่องที่เป็นอุปสรรคของธุรกิจ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐเข้าใจสิ่งที่ภาคธุรกิจเผชิญอยู่ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพของภาคเอกชน หรือช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจได้แบบตรงจุด

ในส่วนของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงแบงก์ชาติ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตไปถึงเป้าหมาย แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ผมเชื่อว่าประเทศต้องมี "นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี" ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งควรมีลักษณะสาคัญ 4 ประการคือ

ประการแรก เป็นนโยบายที่มองไกลไปในอนาคต และมุ่งหวังสร้างการเติบโตให้กับประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Sustainability) กล่าวคือ ควรเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตทั้ง ด้านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา

ประการที่สอง เป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่อง (Continuity) เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว เนื่องจากการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ประการที่สาม เป็นนโยบายที่มีความสอดคล้องกัน (Consistency) ทั้งในระดับของผู้ดำเนินนโยบายมหภาคต่างๆ กล่าวคือ ผู้ดาเนินนโยบายมองเห็นและดำเนินนโยบายโดยเห็นเป้าหมายเดียวกัน และในระดับของนโยบำยใหญ่และนโยบำยย่อยที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อไม่ให้ผลหักล้างกันเองหรือไปกัน คนละแนวทาง

ประการที่สี่ เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness) ทาแล้วคุ้มค่า ไม่ก่อให้เกิด Opportunity Loss เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า เรามีทรัพยากรจำกัดไม่ว่าจะเป็นเงินทุน คน รวมทั้งเวลา จึงควรบริหารทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศสูงสุด

ดังนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะต้องมีการจัดลำดับความสาคัญว่าสิ่งใดควรจะทาก่อนหลังเช่น การลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะต้องเลือกโดยดูความคุ้มค่าของโครงการเป็นที่ตั้ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพให้แก่ประเทศ

สาหรับแบงก์ชาติเอง เรามีเป้าหมายหลักคือ มุ่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินที่มีเสถียรภาพและมีพัฒนาการอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ผ่านการใช้นโยบายและเครื่องมือต่างๆ
นโยบายการเงิน มีเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างสมดุล ในการเติบโตและคานึงถึงความสามารถในการประคับประคองเศรษฐกิจในอนาคตเมื่อมีความจำเป็น โดยมีเครื่องมือสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน

ทางด้านนโยบายสถาบันการเงิน มุ่งเน้นให้มีการบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและสามารถแข่งขันได้ภายใต้โครงสร้างของการมีระบบการเงินที่มั่นคง รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการสอดส่องดูแลเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินทั้งในและนอกการกากับของแบงก์ชาติมีความเกี่ยวโยงกัน สูงมาก หากเกิดปัญหากับส่วนใดส่วนหนึ่งก็สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้

ส่วนนโยบายระบบการชำระเงิน สนับสนุนให้สถาบันการเงินทาหน้าที่เป็นตัวกลางด้านการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยสนับสนุนการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี นโยบายของแบงก์ชาติแม้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและเสถียรภาพของเศรษฐกิจและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถแก้ไขข้อจากัดทางด้านการผลิตได้ จาเป็นต้องมีการสอดประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจากภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ ภาครัฐจึงควรให้ความสาคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ท่านผู้มีเกียรติครับ

ผมคิดว่าผมใช้เวลามาพอสมควรตั้งแต่เรื่องของการประเมินภาวะเศรษฐกิจและเศรษฐกิจไทยจนถึงปัญหาข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี ผมขอใช้เวลาที่เหลือสรุปในช่วงท้ายนี้ว่า ในระยะสั้น ภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกาลังอยู่ในช่วงปรับตัวและยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ ส่วนในระยะยาว หนทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโต ได้อย่างมั่นคงคือ การเตรียมความพร้อมของประเทศทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งด้านตลาดแรงงานโดยเฉพาะในมิติของ skill mismatch และ productivity ที่เติบโตช้า ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มีผลลดทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะภาครัฐ ในส่วนของผู้ดำเนินนโยบายและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่จะต้องสอดรับกัน มีการสอดประสานกัน และมองเห็นเป้าหมายคือประโยชน์สูงสุดต่อประเทศร่วมกันระหว่างผู้ดาเนินนโยบาย ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้ไทยพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งท้ายที่สุด จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และความกินดีอยู่ดีของคนไทยได้อย่างมั่นคงไปในคราวเดียวกัน