วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสทช.เคาะออนแอร์'ทีวีดิจิทัล'30ช่อง5ธันวาฯ

กสทช.ประกาศออกอากาศ “ทีวีดิจิทัล” 30 ช่องใหม่ กลุ่มธุรกิจ 24 ช่อง - สาธารณะ 6 ช่อง ครั้งแรกวันที่ 5 ธ.ค.นี้ แจกไลเซนโครงข่าย 4 ราย

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดินหน้าเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยสู่ยุคโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) โดยวานนี้ (24 ก.ค.) ได้มอบใบอนุญาตประเภทแรก คือ โครงข่าย (Multiplex:Mux) ผู้ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล ซึ่งมีอายุใบอนุญาต 15 ปี รวม 4 ราย ประกอบด้วย บมจ.อสมท , ไทยพีบีเอส , กรมประชาสัมพันธ์ และกองทัพบก ช่อง5

พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. กล่าวว่า การมอบใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัล ให้กับผู้ประกอบการทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมโทรทัศน์สู่ยุคดิจิทัลในรอบ 50 ปี หลังจาก กสทช. ได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในแผนการบริการคลื่นความถี่ พ.ศ.2555 และแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่1 ปี 2555-2559

ทั้งนี้ กสทช.จะส่งเสริมผู้ให้ช่องรายการทีวีดิจิทัล ใช้โครงข่ายร่วม เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันการมีผู้ให้บริการโครงข่ายเฉพาะ ถือเป็นการแยกโครงสร้างการประกอบกิจการ ทำให้ช่องรายการทีวีดิจิทัล ไม่ต้องลงทุนโครงข่ายเหมือนในอดีต ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยผู้ชมได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีช่องรายการพื้นฐานทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นรวม 48 ช่อง

ออนแอร์ทีวีดิจิทัล 5 ธ.ค.นี้
พ.อ.นที ศุกลรัตน์รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า การมอบใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัลให้กับ 4 หน่วยงาน ถือเป็น จุดเริ่มต้นการนำประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล โดยทั้ง 4 ราย ต้องปฏิบัติตามประกาศ กสทช. เรื่องการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศภายใน 4 ปี คือ ปีแรก 50% ปีที่สอง 80% ปีที่สาม 95% และปีที่สี่ 95% โดยส่งเสริมให้แต่ละโครงข่ายมีการใช้ “สิ่งอำนวยความสะดวก” ( infrastructure ) ร่วมกัน ทั้งสถานีส่งหลัก และสถานีเสริม เพื่อลดการลงทุนโครงข่าย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ชมทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสัญญาณทีวีดิจิทัล ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ตามกำหนดการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล ได้กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน โดยในปีนี้ เดือน ก.ค. มอบใบอนุญาตโครงข่าย 4 ราย และเปิดตัวมาสคอต Digital TV “น้องดูดี” ซึ่งจะใช้ประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล

หลังจากนั้นปลายเดือนส.ค. เปิดให้จำหน่ายกล่องรับสัญญาณดิจิทัล (set top box) ระบบ DVB-T2 และจอโทรทัศน์ระบบดิจิทัลที2 พร้อมกับประกาศราคาค่าบริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นการประกาศล่วงหน้า 30 วันก่อนการประมูล หลังจากนั้น ต้นเดือน ต.ค. กำหนดให้มีการประมูลทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง

พร้อมกันนี้วางเป้าหมายให้ ทีวีดิจิทัล ช่องใหม่ ออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ รวมจำนวน 30 ช่อง แบ่งเป็นช่องธุรกิจ 24 ช่อง และช่องสาธารณะ 6 ช่อง จากทั้งหมดที่จัดสรร 12 ช่องในกลุ่มสาธารณะ ส่วนช่องอื่นๆ ที่เหลือรวมทั้งทีวีดิจิทัล ประเภทชุมชน จะมีการจัดสรรใบอนุญาตให้ในปีหน้า

“การมอบไลเซ่นโครงข่ายในกับผู้ประกอบการทั้ง 4 ราย วานนี้ (24 ก.ค.) ถือเป็นการคิกออฟ ก้าวสู่การเปลี่ยนระบบโทรทัศน์อนาล็อกสู่ดิจิทัลครั้งแรกของประเทศไทย” พ.อ.นที กล่าว

ชงมัสต์แคร์รี่ S1“ซีแบนด์-เคยูแบนด์”
สำหรับการกำหนดราคาค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล จะประกาศล่วงหน้า 30 วันก่อนการประมูลช่องรายการธุรกิจ 24 ช่อง ในเดือน ต.ค.นี้ ทั้งนี้ กำหนดให้โครงข่ายทั้ง 4 ราย จะต้องปฏิบัติตามประกาศ Must Carry หรือการนำสัญญาณช่องรายการทีวีดิจิทัล ไปแพร่ภาพเป็นการทั่วไปในแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยกำหนดให้การส่งสัญญาณระบบดาวเทียม ต้องแพร่ภาพสัญญาณเจเนอเรชั่น 1 หรือ DVB-S1 ทั้งระบบซีแบนด์ และเคยู แบนด์ เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ชมผ่านระบบดาวเทียมจำนวนมากในปัจจุบัน

กสทช. จะมีการกำกับราคาค่าบริการโครงข่ายขั้นสูงในผู้ประกอบการโครงข่ายทั้ง 4 ราย หลังจากมีการนำเสนอราคาสุดท้ายมาให้ กสทช.พิจารณา ทั้งนี้ ทั้ง 4 รายไม่จำเป็นต้องเสนอราคาค่าบริการโครงข่ายในอัตราเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี และมีการแข่งขันเสนอราคาค่าบริการในอัตราต่ำ เพื่อจูงใจช่องทีวีดิจิทัล ใช้บริการ พร้อมทั้งกำหนด ให้มีโครงข่าย “ชุมชน” 1 โครงข่าย เพื่อให้บริการช่องชุมชน ที่จะจัดสรรช่องรายการในปีหน้า โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนบ้างส่วนจาก กองทุนสนับสนุนสื่อของ กสทช.

“การแยกโครงข่ายชุมชน เพื่อให้บริการช่องชุมชนโดยเฉพาะ จะทำให้โครงข่ายอื่นๆ ที่ได้รับใบอนุญาต สามารถให้บริการช่องธุรกิจ และช่องสาธารณะ โดยไม่ต้องสำรองพื้นที่ 20% ไว้ให้ช่องชุมชน ซึ่งจะทำให้โครงข่ายมีโอกาสหารายได้จากค่าบริการเพิ่มขึ้น และมีโอกาสที่ค่าบริการจะลดลง”

พ.อ.นที กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากมอบใบอนุญาตโครงข่าย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัลแล้ว ในวันนี้ (25 ก.ค.) จะร่วมจัดนิทรรศการในงาน THAIBEX ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 25-28 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย กสทช.จะออกบูท ภายใต้แนวคิด Go Digital Thailand “ดิจิทัลทีวี ดูดีทุกบ้าน” เพื่อนำเสนอข้อมูลการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้

4โครงข่ายเดินหน้าลงทุน
ทางด้าน 4 ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตโครงข่าย ต่างเตรียมความพร้อมในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการส่งสัญญาณช่องรายการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่จะเริ่มออกอากาศในเดือน ธ.ค.นี้

นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท กล่าวว่า ได้เตรียมงบประมาณลงทุนสำหรับโครงข่ายและประมูลช่องทีวีดิจิทัล ในปีนี้จำนวน 3,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนโครงข่ายประมาณ 900 ล้านบาท โดยมีการหารือร่วมกับผู้ได้รับใบอนุญาตโครงข่ายอื่นๆ ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตามขณะที่ยังไม่สามารถประกาศอัตราค่าบริการเช่าใช้โครงข่ายได้ เนื่องจากต้องสรุปตัวเลขการติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณในสถานีเสริมทั่วประเทศอีกครั้งฃทั้งนี้ ราคาค่าบริการโครงข่าย ที่ อสมท ศึกษาไว้เบื้องต้น คือ ช่องมาตรฐานทั่วไป (SD) ค่าบริการ 2.5 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ช่องเอชดี อยู่ที่ 5 ล้านบาทต่อเดือน

นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมฯ ได้กำหนดงบลงทุนก้าวสู่ยุคทีวีดิจิทัล 3 ปี มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนโครงข่าย อุปกรณ์ ห้องส่ง สตูดิโอ เป็นต้น โดยเสนอของบประมาณลงทุนปี 2557 ไว้ที่ 1,100 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมฯ ได้กำหนดการให้บริการโครงข่าย สำหรับช่องชุมชน เป็นหลัก เนื่องจากเป็นภารกิจสำคัญในการส่งเสริมข้อมูล ข่าว และสาระในระดับท้องถิ่น

พลโท ไกรสร ศรีสุข รองผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) กล่าวว่า กำลังศึกษาการลงทุนโครงข่ายของช่อง5 ร่วมกับผู้ประกอบการโครงข่ายอื่นๆ ตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน คาดว่าจะสรุปตัวเลขการลงทุนได้ในเดือน ส.ค.นี้

นายสมชัย สุวรรณบรรณ องค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนโครงข่าย ที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่องค์กรฯ ได้รับงบประมาณไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นงบฯที่ต้องใช้บริหารองค์กรฯ ทั้งหมด

ขณะนี้กำลังนำเสนอแผนการของบลงทุนเพิ่มเติมในโครงการทีวีดิจิทัลเพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณา อย่างไรก็ตามได้ทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอให้จ่ายเงินตั้งต้นองค์กรฯ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากครม.ในช่วงนั้น เพื่อนำมาเป็นเงินลงทุนในโครงการทีวีดิจิทัล