สุขภาพจิตดี ซีเอสอาร์ 'รพ.มนารมย์'

สุขภาพจิตดี ซีเอสอาร์ 'รพ.มนารมย์'

คุณอยากเห็นโลกเป็นอย่างไร? คำตอบคงมีอยู่มากมายหลากหลายมิติ ทว่าสำหรับโรงพยาบาลมนารมย์ เป็นเรื่องของ "การมีสุขภาพจิตดี"

มนารมย์นั้นเป็นรพ.เอกชนที่เปิดให้บริการดูแลรักษาเฉพาะทางสุขภาพจิตและจิตเวช มาเป็นเวลา 7 ปี แล้ว และในวันนี้ก็ประกาศตัวว่าพร้อมจะช่วยเหลืองานทางด้านสังคม หรือ "ซีเอสอาร์" โดยเริ่มต้นด้วยเรื่องของ การมีสุขภาพจิตดี ซึ่งมนารมย์มีความถนัดเป็นทุนเดิม


เมื่อเร็ว ๆนี้ มนารมย์ได้ประกาศความร่วมมือกับ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อช่วยเหลือคืนโอกาสให้เด็กๆ ที่อาจเคยเดินหลงผิดกลับมาสู่ชีวิตที่ดี ได้กลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพในสังคมไทย


" แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะให้คำปรึกษา และดูแลผู้คนทั้งภายในซึ่งก็คือพนักงาน และผู้ป่วยที่อยู่ภายนอกองค์กร เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะองค์กรคงไม่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว เราเป็น หนึ่งในสมาชิกของสังคม ดังนั้นก็ต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือคืนกลับให้สังคมด้วย"


นายแพทย์ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าว


เนื่องจากปัจจุบันกฏหมายทางด้านคดีเด็กและเยาวชนจากเดิมที่เป็น "การลงโทษ" ได้เปลี่ยนแนวทางเป็น "การบำบัดรักษา" ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดย่อมมีความจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้าน "จิตวิทยา" มากยิ่งขึ้น


"แม้ว่าเด็กแต่ละคนที่ทำความผิด แต่พื้นฐานของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน วิธีการให้ความช่วยเหลือย่อมต้องไม่เหมือนกัน ถ้าช่วยเหลือไม่ถูกทางโอกาสประสบความสำเร็จก็มีน้อย แต่เรามองว่าถ้าสามารถช่วยเด็กเหล่านี้ให้กลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมได้ ก็จะเป็นผลดีกับทั้งตัวเด็กและสังคมโดยส่วนรวม"


นายแพทย์ไกรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ได้พูดคุยกับทางอธิบดีศาลเด็กและครอบครัว ว่าในเบื้องต้นทางโรงพยาบาลมนารมย์จะให้ความรู้ความเข้าใจบุคลากรของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางทั่วประเทศ ในเรื่องของความผิดปรกติต่าง ๆทางด้านสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น และวิธีการให้คำปรึกษา


"ผลดีที่จะเกิดขึ้นก็คือ หากบุคลากรของศาล ฯ มีความรู้ความเข้าใจ จะสามารถตัดสินคดี และให้คำปรึกษาที่สามารถทำให้เด็กยอมรับจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม "


เพราะโจทย์ของการเป็นพ่อแม่ในปัจจุบันซับซ้อนกว่าอดีตอยู่มาก ซึ่งจำนวนของเด็กที่เดินผิดหลงทาง ก็คือ ผลลัพธ์ที่แสดงถึงการที่พ่อแม่ไม่สามารถแก้โจทย์อย่างถูกวิธี


"เราไม่สามารถใช้วิธีเลี้ยงลูกของพ่อแม่เมื่อ 30 ปีที่แล้วได้กับวันนี้เพราะสภาพแวดล้อมมันต่างกันเยอะมาก วันนี้เรานั่งอยู่บ้าน เราไม่รู้ว่าลูกเราคุยกับใคร ใครมาสอนอะไรกับลูกเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นก็คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องแข็งแรง แต่ทุกวันนี้มันตรงกันข้ามก็คือ คนในบ้านไม่ค่อยมีเวลาให้กัน ความสัมพันธ์ก็เลยอ่อนแอ"


ตรงกันข้าม ที่แรงดึงดูดที่อยู่นอกบ้านกลับแรงมาก และจูงใจให้เด็กลุกออกไปทำในเรื่องที่ผิดกฏหมาย ผิดศีลธรรม


"สัญชาติญาณพื้นฐานของคน เป็นเรื่องของเพศและความรุนแรง เด็กก็จะไปทางนั้น ซึ่งก่อนที่จะเกิดเรื่องร้าย ๆขึ้น ผมอยากให้พ่อแม่หันมาใส่ใจเรื่องพื้นฐานก็คือ การเลี้ยงลูก คนเราทุกวันนี้หาความรู้เพราะอยากจะเลี้ยงนก เลี้ยงปลา เลี้ยงกล้วยไม้ แต่การเลี้ยงลูกกลับไม่เคยอ่านหนังสือหรือหาความรู้เลย ซึ่งเดิมพันผิดกันเยอะเลย"


ในการเลี้ยงลูก พ่อแม่จำเป็นต้องขนขวายหาความรู้ เพราะพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงละวัยจำเป็นต้องใส่ใจแตกต่างกัน


"พ่อแม่จำนวนมากทำผิดซ้ำซากคล้ายกัน ก็คือ ส่วนมากจะมีลูกในเวลาเดียวกับที่พวกเขากำลังมุ่งมั่นในการสร้างเนื้อสร้างตัว ทำนองว่าขอทุ่มเทกับงาน แล้ววันหลังถ้ามีเงินแล้วค่อยมาว่ากันใหม่ อีกทั้งความสัมพันธ์ ที่ไม่แนบแน่นโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ถ้าความสัมพันธ์ในครอบครัวดีเด็กจะเดินไปในทิศทางที่เสียได้ยาก เพราะเด็กจะมีความผูกพันอยู่ข้างในใจ ไม่อยากทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจ"


อีกกิจกรรมเพื่อสังคมหนึ่งของมนารมย์ก็คือการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ องค์การสหประชาชาติ (The United Nations) จัดกิจกรรม "Vote for Better World" ภายใต้โครงการ " My World"


เป็นการสนับสนุนให้คนไทยได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงในเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว โดยเฉพาะเรื่อง “สุขภาพจิตดี” ผ่านแบบสำรวจความคิดเห็นโครงการ My World ซึ่งเป็นแบบสำรวจภาคประชาชนที่จะนำคำตอบไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดกรอบการพัฒนาประเทศอันเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก หรือที่เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติในปี 2015


ทั้งนี้ ข้อมูลของหน่วยงานด้านสุขภาพในระดับสากลระบุว่า ประชากรโลกจำนวน 350 ล้านคน ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ประกอบกับสถานการณ์ปัญหาต่างๆ ในยุคปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต


องค์การอนามัย โลกจึงคาดการณ์ว่าในปี 2020 โรคซึมเศร้าจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างภาระและความเสียหายสูงสุดของโลกเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ ในขณะที่ปี 2011 มีการศึกษาข้อมูลเรื่องสาเหตุของความเจ็บป่วยในเยาวชนอายุ 10 - 24 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีปัญหาสุขภาพจิตและอาการเจ็บป่วยทางสมอง สิ่งเหล่านี้ได้บ่งชี้ว่าปัญหาสุขภาพจิตกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ


โดยโครงการ My World ได้เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมทำแบบสำรวจตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีผู้ร่วมโหวตแล้วจำนวน 10,800 คน โดยคะแนนโหวตสูงสุดคือ การศึกษาที่ดี รองลงมาคือ รัฐบาลที่ซื่อสัตย์และสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน และ บริการด้านสุขภาพที่ดีกว่า ตามลำดับ และได้มีการเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมในประเด็น "สุขภาพจิตดี" ที่ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่ดีขึ้นได้


ก็เพราะมนุษย์คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด หากมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศและพัฒนาโลกให้เจริญก้าวหน้าต่อไป (หากต้องการเป็นผู้ร่วมโหวตคลิก www.manarom.com)


อย่างไรก็ดี นายแพทย์ไกรสิทธิ์ มองว่าซีเอสอาร์ไม่ว่าโครงการใดก็ตามล้วนสร้างผลดีทั้งสิ้น หากแต่มนารมย์เองในเวลานี้ยังมีความท้าทายและข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญทางด้านจิตเวช มีประสบการณ์ที่มีอยู่ค่อนข้างน้อย


และในเรื่องของสุขภาพจิตดีนั้น การวัดความสำเร็จค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องที่เป็น "นามธรรม"


"เหมือนกับการที่เราตักน้ำใสทีละขัน ๆ ลงไปในทะเลที่สกปรก ซึ่งที่สุดมันจะใสขึ้น แต่มันเป็นลักษณะที่ค่อยๆใส " นายแพทย์ไกรสิทธิ์กล่าวเปรียบเทียบ