หอการค้าไทยเชื่อโครงการตามแผนลงทุน 2 ล้านล้าน ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ แนะสร้างรถไฟทางคู่ก่อน พร้อมตั้งองค์กรกลางติดตามการใช้งบลงทุน
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทย สนับสนุนพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง จำนวน 2 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าเมื่อรัฐบาลพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์เฉพาะต้นทุนขนส่งได้ประมาณ 1-2% จากปัจจุบันที่ประเทศไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์ 15.2% แบ่งเป็น ต้นทุนขนส่ง 7.2% ต้นทุนสินค้าคงคลัง 6.7% และต้นทุนบริหารจัดการ 1.3%
อย่างไรก็ตาม รัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้สมบูรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวก และลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งอาจมีรูปแบบทั้งการขนส่งทางถนน ทางราง และทางน้ำ โดยหากต้นทุนรวมต่ำกว่าเดิมที่ใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก ผู้ประกอบการก็พร้อมเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง แต่หากต้นทุนรวมเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ผู้ประกอบการคงไม่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง
"การลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ จำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันลดต้นทุน เพราะยังมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องที่สามารถลดได้อีก โดยเฉพาะต้นทุนสินค้าคงคลัง ที่สามารถลดลงได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุน เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ หรืออาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เช่น เปลี่ยนสินค้าส่งออกจากมันสำปะหลังเป็นแป้ง น้ำตาลดิบเป็นน้ำตาลขาว ข้าวเม็ดเป็นข้าวนึ่ง"นายอิสระ กล่าว
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้น ขอให้รัฐบาลศึกษาความคุ้มทุนของ 5 เส้นทาง โดยเลือกก่อสร้างเส้นทางที่คุ้มค่ามากที่สุด ไม่จำเป็นต้องสร้างทั้ง 5 เส้นทาง ซึ่งเห็นว่าระบบขนส่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น รถโดยสาร เครื่องบิน มีต้นทุนที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว การจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนตัวเห็นว่าเส้นทางที่มีประโยชน์มากที่สุด คือ เส้นทางสายตะวันออก กรุงเพทฯ-ระยอง เพราะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
ด้านนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินโครงการตามพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยโครงการแรกที่สำคัญสูงสุด คือ รถไฟทางคู่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วของรถไฟเป็น 80 กม.ต่อชั่วโมง จากเดิม 40 กม.ต่อชั่วโมง และเสนอให้เพิ่มความสำคัญของการขนส่งในระบบท่อ ซึ่งยังไม่มีในแผน
นอกจากนั้น ยังเสนอให้ตั้งองค์กรมาบริหารจัดการโครงการตามพ.ร.บ.กู้เงิน เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐยังไม่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งตั้งองค์การกลางทำหน้าที่ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณลงทุนให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งประเด็นความโปร่งใส ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก









