สถาบันอนาคตไทยศึกษาชำแหละงบประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาของไทย พบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า ได้จัดทำผลการวิเคราะห์เรื่อง "10ปีงบประมาณไทย ... เราเรียนรู้อะไร" เพื่อให้ทราบว่างบประมาณที่ลงไปในโครงการต่างๆนั้นเหมาะสมหรือไม่ ตอบโจทย์ของประเทศอย่างไร และได้ผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างคุ้มค่าหรือไม่ ส่วนงบประมาณนั้น สิ่งที่คนสนใจมักเป็นเรื่องที่ว่าปีนี้รัฐจะใช้งบประมาณเท่าไร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกี่เปอร์เซ็นต์ ขาดดุลมากน้อยเพียงใด หรืออย่างมากก็ดูว่าแต่ละกระทรวงได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณมากเท่าใด การพิจารณางบประมาณปีต่อปี อาจจะทำให้เราละเลยภาพใหญ่ของงบประมาณ เพราะฉะนั้น จึงมองย้อนกลับไป10 ปี เพื่อให้เห็นโครงสร้างภาพรวมของงบประมาณไทย
ทั้งนี้ สถาบันขอนำเสนอ 5 ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณไทยคือ 1.ช่วง10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่า หรือเพิ่มขึ้นเป็นเงินถึง 1.4 ล้านล้านบาท ในขณะที่งบลงทุนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 แสนล้านบาทและมีสัดส่วนเพียง 12% ของงบประมาณเท่านั้น นอกจากนี้งบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.2% ต่อปี ยังขยายตัวเร็วกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) รวมทั้งเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 7.2% ต่อปี
2.งบลงทุนจริงๆ อาจจะไม่ได้มากเหมือนที่ปรากฎในรายงานทั่วไปในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปประจำปี2557 มีการรายงานตัวเลขรายจ่ายเพื่อการลงทุน 440,000ล้านบาทหรือคิดเป็น 17% ของงบประมาณทั้งหมด แต่หากดูตัวเลขงบลงทุนตามระบบของวิธีการจัดทำสถิติการคลังของรัฐบาล(GFS) ซึ่งหมายถึงการซื้อสินทรัพย์ถาวรจะพบว่ามีมูลค่าเพียง 300,000ล้านบาทเท่านั้น เนื่องมาจากรายจ่ายเพื่อการลงทุนได้รวมเอาค่าใช้จ่ายบางประเภท เช่น เงินอุดหนุนเงินเดือน ซึ่งไม่ควรจะรวมอยู่ในงบลงทุนเข้าไปด้วย
3.การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามหน่วยงานมากกว่าตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปกว่า 10 ปีแล้ว และโจทย์ของประเทศก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน แต่การจัดสรรงบประมาณไปยังกระทรวงต่างๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี วาระของประเทศที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถยกระดับสินค้าของประเทศให้แข่งขันได้กลับไม่ได้รับความสำคัญจากการจัดสรรงบประมาณมากเท่าที่ควร เช่น ด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือด้านพลังงาน ที่ไทยยังคงเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
4.รูปแบบของการจัดสรรงบประมาณยังไม่เอื้อต่อการวัดผลว่าประเทศจะได้ผลลัพธ์อะไร คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่การที่งบประมาณไปกระจุกตัวอยู่ในบางหน่วยงานหรือองค์กร โดยเฉพาะที่ที่ไม่ค่อยมีการแจกแจงรายละเอียดในการใช้งบประมาณ จะทำให้การวัดผลเป็นไปได้ยาก ตัวอย่างเช่น งบกลางได้การจัดสรรวงเงินงบประมาณมากถึง 3.2แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วกว่า 2 เท่าโดยงบที่จัดสรรให้งบกลางมีมูลค่าเกือบเทียบเท่างบของกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงแรงงานรวมกัน ในขณะที่การตั้งงบกลางกลับไม่ต้องแจกแจงแผนการใช้จ่ายเงินอย่างละเอียดเหมือนที่แต่ละกระทรวงต้องจัดทำ ขณะที่เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่างบประมาณส่วนนี้ให้อำนาจกับนายกรัฐมนตรีในการอนุมัติค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เงินสำรองนี้มีวงเงินไม่ถึง 1 แสนล้านบาท แต่ในปี 2556 ตัวเลขการจัดสรรได้เพิ่มขึ้นเป็น 7.8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก
และ 5.งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลงานที่ดีขึ้น ในขณะที่กระทรวงต่างๆ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มมากขึ้น แต่เม็ดเงินเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกแปลงให้เป็นผลลัพธ์ตามโจทย์ที่ต้องการ เช่นกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ระหว่างปี 2543-2552แต่จากผลการสอบมาตรฐาน PISA (Program for International Student Assessment หรือการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ) ด้านคณิตสาสตร์ของเด็กไทย พบว่าคะแนนในปี 2552 เมื่อเทียบกับปี 2543 กลับมีคะแนนที่ลดลง เช่นเดียวกันกับกระทรวงคมนาคมที่ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ดัชนีความสามารถด้านโลจิสติกส์ ของประเทศกลับลดลงจากอันดับที่ 31 ในปี2550 ไปอยู่ที่อันดับ38 ในปี 2555
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่าต้องมีการแก้ไข การจัดทำงบประมาณเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ได้แก่ 1.ต้องจัดสรรงบประมาณไปให้ถูกที่ เพื่อตอบโจทย์ด้านยุทธศาสตร์ของประเทศมากขึ้น 2.เน้นการวัดผลลัพธ์ของงบประมาณ เช่น ในกรณีของงบกลาง และต้องมีการระบุถึงผลลัพธ์ที่สังคมพึงได้ ต้องกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน และสะท้อนถึงผลลัพธ์ได้แท้จริง 3.มีการวิเคราะห์ต้นทุนเพื่อรับประกันว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความคุ้มค่า ต้องรู้ต้นทุนของโครงการหรือแผนงานก่อนจึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าโครงการหรือแผนงานนั้นมีความคุ้มค่าที่จะทำหรือไม่และต้องยกเลิกโครงการหรือแผนงานที่ไม่รู้ต้นทุน เช่น นโยบายประชานิยมแบบไม่จำกัดงบประมาณ อย่างโครงการรับจำนำข้าว เพราะการประเมินผลต้นทุนทำได้ยากมาก รวมทั้งต้องจัดทำมาตรฐานต้นทุนหรือศึกษาตัวเลือกอื่นๆ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความคุ้มค่าของแต่ละโครงการหรือแผนงาน







