นายกฯถก 4 ประเด็นกับคกก.นโยบายศก.ระหว่างประเทศ สั่ง"สุรพงษ์-นิวัฒน์ธำรง"ประสานทูตพาณิชย์ทั่วโลกตรวจสอบอุปสรรคการค้า
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือ กนศ. ครั้งที่ 3/255 ร่วมกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ และนางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือในการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศของไทย ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
นายกฯ ย้ำว่ากนศ. ควรมีบทบาทในการดูความคืบหน้าการเจรจาเปิดเสรีการค้า หรือ FTA เพื่อให้ทุกหน่วยงานเห็นความก้าวหน้าว่ามีความคืบหน้าอย่างไร ตลอดจนการรู้เท่าทันการเจรจาเปิดเสรีการค้า เพื่อทำให้ภาครัฐได้ไปหารือเพิ่มเติมกับภาคเอกชน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ นายสุรพงษ์ นายนิวัฒน์ธำรง ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตและทูตพาณิชย์ทั่วโลกว่าอุปสรรคในเวทีต่างประเทศมีอะไรบ้าง เพื่อเร่งแก้ไขต่อไป
นายธีรัตถ์ กล่าวอีกว่า การประชุม กนศ.วันนี้มีเรื่องพิจารณา 4 ประเด็นหลักคือ 1.ความคืบหน้าการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2.การให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 3.การผลักดันแก้ไขปัญหาการส่งออกไก่สดแช่แข็งไปญี่ปุ่น 4.ปัญหาการจดทะเบียนเรืออวนลากที่มีผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า แม้ว่าใกล้การเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว แต่ประเทศสมาชิก ยังมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีระหว่างกัน เช่น อินโดนีเซียยังควบคุมการนำเข้าสินค้าพืชสวน ซึ่งต้องขออนุญาต กำหนดโควต้า จำกัดจุดนำเข้า โดยสินค้าเกษตรไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการไม่ใช่ภาษีของอินโดนีเซียคือ หอมแดง ทุเรียน ลำไย ที่ถูกควบคุมปริมาณการนำเข้า และจำกัดจุดนำเข้า ขณะที่ฟิลิปปินส์ยังคงห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดจากไทย โดยอ้างเรื่องไข้หวัดนก ทำให้ในปัจจุบันไก่ไทยยังไม่สามารถส่งเข้าฟิลิปปินส์ได้
นายธีรัตถ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมกนศ. ยังได้หารือถึงการอำนวยความสะดวกสินค้าผ่านแดนอาเซียน ที่ทุกประเทศต้องให้สัตยาบันในพิธีสาร 9 ฉบับ แต่ไทยยังไม่ลงนามถึง 3 ฉบับ ทำให้ล่าช้า โดยพิธีสารสินค้าผ่านแดนที่ไทยยังไม่ลงนามคือ พิธีสารที่ 2 เรื่องการกำหนดที่ทำการพรมแดนเข้าออก พิธีสารที่ 7 เรื่องระบบศุลกากรผ่านแดน และพิธีสารที่ 9 สินค้าอันตราย ทำให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดเส้นตายการลงนามในพิธีสารอำนวยความสะดวกสินค้าผ่านแดนอาเซียน ควรเสร็จภายในปีหน้า ซึ่งกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสริมว่าการเร่งให้สัตยาบันในพิธีสารว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่ง ยิ่งเร็วเท่าไหร่ จะ ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการส่งออก
นายธีรัตถ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กนศ. ได้มีการพิจารณาการให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด หรือLEAST DEVELOPED COUNTRIES ( LDCs ) เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของประเทศเหล่านี้ โดยพบว่าสินค้าที่ไทยนำเข้าจาก LDCs เป็นสินค้าเกษตร 1,227 รายการ สินค้าอุตสาหกรรม 959 รายการ คิดเป็นมูลค่าที่ไทยนำเข้ารวม 15,107 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เพื่อเป็นการป้องการกันสวมสิทธิ์ในการนำเข้าสินค้าจาก LDCs ทางไทยจึงจะมีการประกาศใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าว่าต้องใช้วัตถุดิบในประเทศผู้รับสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งนี้ในการให้สิทธิพิเศษแก่ LDCs ถือว่าเป็นอีกก้าวของประเทศไทยที่บอกว่าฐานะเศรษฐกิจประเทศแข็งแกร่ง ถึงเวลาที่ไทยจะช่วยเหลือประเทศที่ด้อยกว่าบ้าง
นายธีรัตถ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันที่ประชุม กนศ. ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ติดตามการส่งไก่แช่แข็งไปญี่ปุ่น ที่ยังคงห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดจากไทยตั้งแต่ปี 2547 โดยอ้างว่าประเทศไทยมีการติดเชื้อไข้หวัดนก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยปลอดเชื้อไข้หวัดนกตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 แล้ว ซึ่งนายยุคลกล่าวว่าได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาขอให้ญี่ปุ่นยกเลิกนำเข้าไก่สดแช่แข็งของไทยส่งให้ทางญี่ปุ่นครบแล้ว โดยทางญี่ปุ่นกล่าวว่าอยู่ระหว่างพิจารณา
นายธีรัตถ์ กล่าวว่า ประเด็นสุดท้าย ทางกนศ.ได้มีการหารือว่าควรจะมีการจดทะเบียนเรืออวนลากเพิ่มหรือไม่ เพราะกระทบต่อประมงพื้นบ้าน แต่ผู้ประกอบการอยากให้จดเพิ่มขึ้น เพื่อส่งออกได้มากขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมทรัพยากรชายฝั่ง และตำรวจน้ำ หารือเรื่องการจดทะเบียนเรือประมง การใช้เครื่องมือประมงให้รัดกุม ก่อนนำกลับมาหารือต่อไปในครั้งหน้า






