วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์'ชี้2โปรเจคยักษ์ล่มกระทบเชื่อมั่น

"กิตติรัตน์"ยอมรับโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน-เงินกู้ 2 ล้านล้านสะดุด ทำนักลงทุนกังวลเล็กน้อย ระบุหากโครงการล่มความเสียหายประเมินค่าไม่ได้

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวานนี้(10 ก.ค.) ว่า กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดเป้าคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก(จีดีพี) เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความเข้าใจทั่วโลก ในส่วนของไทยหลายหน่วยงานได้ปรับลดคาดการณ์ลงบ้างแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนคิดว่าสำคัญและคนก็รอคอยกัน คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำประชาพิจารณ์ และกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง

2.แผนการลงทุนด้านการคมนาคมขนส่งที่มีการเตรียมการลงทุนไว้ 7 ปี มูลค่า 2 ล้านล้านบาท จะเป็นส่วนสำคัญให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า มาตรการระยะสั้นในการดูแลเศรษฐกิจ ต้องมีการรักษาบรรยากาศทั่วๆ ไปให้มีความสบายใจกัน ทุกครั้งที่มีความขัดใจและขัดแย้ง หากมีการประท้วงรุนแรง อาจทำให้นักท่องเที่ยวหายไป หรือการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศเกิดการชะลอตัว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากเกิดปัญหาเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มีปฏิกิริยาจากนักลงทุนอย่างไรบ้าง รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวว่า "เท่าที่พูดคุยนักลงทุนมีความกังวลนิดหน่อย เพราะไทยเพิ่งจะผ่านพ้นมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ได้ไม่นาน การชะงักในขั้นตอนนี้ทำให้เขากังวลบ้าง แต่พอผมอธิบายว่าได้ทำตามขั้นตอนที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งก็มีความเข้าใจมากขึ้น แต่เขาจะติดตามและจับตาดูว่าเราจะลงทุนหรือไม่ เพราะการที่โรงงานของเขาที่อยู่ในประเทศไทยจะปลอดภัยหรือไม่"

ต่อข้อถามที่ว่าหากโครงการบริหารน้ำและโครงการลงทุน 2 ล้านล้านไม่เกิด ประเมินตัวเลขได้หรือไม่ว่าจะเกิดความเสียหายเท่าไร นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า คงประมาณค่ามิได้ เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก ซึ่งตอนน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มีมูลค่าความเสียหายของผู้ลงทุนในจำนวนที่สูงมาก ดังนั้น การที่ไทยจะลงทุนจำนวน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินที่มูลค่ามากกว่านั้นหลายเท่าของภาคเอกชน จึงเป็นเรื่องจำเป็น

เมื่อถามว่าสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้เหมาะสมที่จะต้องพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า "ไม่ไหว ไม่ไหว แต่ผมขอเล่าอย่างนี้ว่า ผมบริหารเศรษฐกิจ บางทีผมก็ไม่ชอบให้ฟากฝั่งที่พูดเรื่องการเมืองมาพูดเรื่องเศรษฐกิจ และผมก็ไม่อยากให้เอาเศรษฐกิจมาเป็นการเมือง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่อยากจะไปพูดเรื่องการเมือง เดี๋ยวเขาจะบอกว่าแล้วคุณจะมาแกว่งปากมาพูดเรื่องนี้ทำไม"

ปชป.แพ้โหวตขอหั่นกู้2ล้านล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งขอประเทศ พ.ศ....วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่มีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และรมช.เกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ได้พิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าวเป็นรอบสุดท้าย ก่อนส่งรายงานให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบรรจุวาระประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ ตามที่ได้วางระเบียบวาระไว้ เนื่องจากกรรมาธิการมีข้อพิจารณาในประเด็นรายละเอียดที่สำคัญ คือ ส่วนของงบประมาณที่ถูกปรับลด แต่ไม่ได้ถูกตัดออกจากวงเงินกู้

โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า การพิจารณาปรับลดวงเงินในส่วนยุทธศาสตร์และแผนงานตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.ถูกนำไปเติมไว้ในส่วนของแผนงานการส่งเสริม หรือสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการ, การบริหารความเสี่ยงด้านการเงินอันเนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและรับรองการดำเนินการกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน หรือที่เรียกว่างบเผื่อเหลือ เผื่อขาด รวมวงเงินทั้งหมด 21,050.70 ล้านบาทนั้น ที่ผ่านมาไม่เคยมีการกระทำลักษณะเช่นนั้น การปรับลดงบประมาณต้องมีการตัดทอนงบประมาณลงไปจากร่างกฎหมาย ไม่ใช่นำเงินที่เป็นก้อนไขมันเข้าไปใส่ไว้ในร่างกฎหมายอีก

ทั้งนี้ ข้อเสนอของ นายอรรถวิชช์ ได้รับการชี้แจงและโต้แย้งจากกรรมาธิการฝั่งพรรครัฐบาล ทำให้มีการเสนอลงมติ เพื่อตัดสินว่าจะคงงบประมาณไว้หรือตัดออก โดยที่ประชุมมีมติ 16 ต่อ 8 เห็นด้วยที่จะคงงบประมาณส่วนดังกล่าว ไว้ในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ส่วนผู้ใดที่ติดใจขอให้นำไปอภิปรายในที่ประชุมสภา

เปิดโครงการถูกหั่น-เพิ่มงบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ได้แก้ไขและเปลี่ยนแปลงวงเงินในโครงการและยุทธศาสตร์ต่างๆ ของบัญชีแนบท้าย ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า แปรเพิ่ม 3,148 ล้านบาท จากวงเงินที่เสนอขอเดิม 354,560 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายลพบุรี-ปากน้ำโพ ได้รับการแปรเพิ่ม 8,627 ล้านบาท จากเดิมที่ของบ 16,215 ล้านบาท

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ได้รับแปรเพิ่ม 8,659 ล้านบาท จากเดิมที่ของบ 21,196 ล้านบาท นอกจากนั้นมีโครงการที่ปรับลด อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ สายชุมทางจิระ-ขอนแก่น จำนวน 3,214 ล้านบาท, โครงการติดตั้งเครื่องกั้นถนนเสมอระดับ และปรับปรุงเครื่องกั้น จำนวน 2,987 ล้านบาท, โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณไฟสีทั่วประเทศ จำนวน 3,716 ล้านบาท

2.ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน มียอดปรับเพิ่ม จำนวน 847 ล้านบาท โดยเพิ่มในโครงการโครงการระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อจากสนามบินสุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง จำนวน 322 ล้านบาท, โครงการรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ จำนวน 210 ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ สายบ้านไผ่-นครพนม จำนวน 313 ล้านบาท

3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว ปรับลดทั้งสิ้น 15,785 ล้านบาท อาทิ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จำนวน 8,687 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี จำนวน 4,936 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี จำนวน 1,933 ล้านบาท เป็นต้น รวมวงเงินที่ปรับลดทั้งหมด 11,790 ล้านบาท ทั้งนี้งบส่วนดังกล่าวถูกจัดสรรคืนในส่วนของงบเผื่อเหลือเผื่อขาด จึงทำให้ยอดวงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลข

จ่อยื่นศาลรธน.ตีความกู้2ล้านล้าน

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะรัฐมนตรีเงา แถลงถึงผลการประชุม ครม.เงา ว่า ในเรื่อง พ.ร.บ.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง วงเงิน 2 ล้านล้านบาท พรรคยืนยันสนับสนุนที่จะให้มีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ต้องเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ ซึ่งบางโครงการเห็นว่ายังไม่มีการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และการศึกษาผลกระทบทางด้านสุขภาพ อีกทั้งบางโครงการไม่มีความพร้อม ทั้งนี้ ครม.เงาเห็นว่าโครงการที่มีความพร้อมและเป็นไปได้ อยู่ในกรอบวงเงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ของวุฒิสภาเสร็จสิ้นแล้ว พรรคจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา 169 หมวด 8 ในเรื่องของวินัยการเงินการคลังหรือไม่ เพราะในกฎหมายระบุว่า เงินกู้จะต้องอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังตามเพดานเงินกู้ ไม่เกิน 20% ของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี นอกจากนี้พรรคจะจัดสัมมนาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ในต้นเดือนสิงหาคม โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญการเงินการคลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านโลจิสติกส์และกฎหมาย เข้าร่วมสัมมนา