วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงศก.จีน-ลงทุนลด โบรกฯหั่นจีดีพี-ดัชนี

ผลสำรวจนักวิเคราะห์ปรับลดเป้าดัชนีสิ้นปีเหลือ 1,569 จุด มองต่ำสุด 1,329 จุด พร้อมหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 4.6% ผลพวงศก.จีนชะลอ รัฐ-เอกชนลดลงทุน

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ 21 บริษัท ถึงแนวโน้มการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ปรับลดเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงสิ้นปี และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง จากปัจจัยลบที่เพิ่มขึ้น โดยปรับลดดัชนีลงมาอยู่ที่ระดับ 1,569 จุด จากการสำรวจครั้งก่อนหน้าอยู่ที่ 1,625 จุด โดยจุดสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1,626 จุด และจุดต่ำสุดเฉลี่ยที่ระดับ 1,329 จุด ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ บล.ไอร่ามองดัชนีต่ำสุดที่ระดับ 1,200 จุด

"จากนี้จนถึงสิ้นปีส่วนใหญ่มองว่าดัชนีผันผวน แต่ก็ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ จากแรงขายของต่างชาติที่ลดลง และอาจจะกลับมาซื้อสุทธิเล็กน้อยอีกประมาณ 5.6 พันล้านบาท และคาดว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันไทยอีก 1.7 หมื่นล้านบาท"

นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 4.6% จากการสำรวจครั้งก่อนหน้าอยู่ที่ 4.9% ขณะที่แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโต 20% ลดลงเล็กน้อยจากการสำรวจครั้งก่อนหน้ามองการเติบโตที่ระดับ 20.3% ส่วนค่าเงินบาทมองว่าอยู่ที่ระดับ 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวที่ระดับ 2.5% จนถึงสิ้นปี เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2.8% ส่วนราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 1.81 หมื่นบาทต่อบาททอง

สำหรับคาดการณ์ในปี 2557 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าดัชนีสิ้นปีจะอยู่ที่อยู่ระดับ 1,700 จุด เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตในระดับ 4.8% กำไร บจ.โต 11.6% ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.6 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะมีการปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% อัตราเงินเฟ้อ 3% ขณะที่มองราคาทองคำจะปรับลดลงอีก เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1.76 หมื่นบาทต่อบาททอง

จากผลสำรวจพบว่า ปัจจัยลบที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือปัญหาเศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากที่สุด เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย รองลงมาคือ การลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ ซึ่งกระทบมากในระยะสั้น และความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองในประเทศ เช่น พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท การคอร์รัปชันโครงการจำนำข้าว และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาจากนโยบายประชานิยม เป็นต้น

ส่วนปัจจัยบวก 3 อันดับแรก คือ ผลประกอบการของ บจ.ที่มีแนวโน้มขยายตัวดี รองลงมาคือเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ และเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดีในปี 2556-2557 จากการลงทุนของภาครัฐ นอกจากนี้ยังมองว่านักลงทุนต่างชาติอาจจะกลับมาซื้อหุ้นไทย โดยมองว่าจากนี้จนถึงสิ้นปีต่างชาติจะหยุดขาย และซื้อสุทธิหุ้นไทยประมาณ 5.6 พันล้านบาท แต่ภาพรวมทั้งปียังขายสุทธิอยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

เขากล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามถึงคาดการณ์เกี่ยวกับการชะลอและยกเลิกมาตรการคิวอีของสหรัฐ ส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มลดวงเงินคิวอีในช่วงก.ย.-ต.ค. นี้ โดยลดจาก 8.5 หมื่นดอลลาร์ เหลือ 6.28 หมื่นดอลลาร์ นั่นหมายความว่าหากเฟดปรับลดวงเงินในอัตรานี้ จะไม่สร้างความตกใจให้ตลาด แต่หากปรับลดเกินกว่านี้ก็กระทบกับตลาด

"จากนี้จนถึงสิ้นปีต้องติดตามปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะตัวเลขการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอกว่าที่คิด และมีโอกาสที่ภาพรวมอาจจะแย่กว่านี้ ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัว แม้ว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แต่กว่าจะมาช่วยหนุนรายได้ส่งออกต้องใช้เวลา ขณะที่การลงทุนภาครัฐและเอกชนก็มีแนวโน้มจะชะลอ โดยสมาคมฯ จะสำรวจครั้งต่อไปในช่วงเดือนต.ค. นี้"