"กิตติรัตน์"ยอมรับโครงการน้ำ-เงินกู้2ล้านล้าน สะดุดทำนักลงทุนกังวล หวั่นโครงการล่มความเสียหายประเมินค่ามิได้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากภูเขางามรีสอร์ท จ.นครนายกว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดเป้าการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก(จีดีพี) ว่า จริงๆ เป็นที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ขยายตัวอย่างที่คิด โดยได้มีการคาดการณ์จากหน่วยงานทางด้านการวิเคราะห์ต่างๆ ก่อนหน้านี้อยู่บ้างแล้ว การที่ไอเอ็มเอฟออกมาคาดการณ์ถือว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความเข้าใจในทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยมีส่วนราชการที่คาดการณ์เศรษฐกิจก็มีการปรับลดความคาดหวังการขยายตัวของประเทศไทยลงไปบ้างแล้ว เชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจ
"เพราะเราเองยังพึ่งพาภาคส่งออกไม่น้อย แม้ว่าเราจะปรับฐานสมดุลการบริโภคในประเทศหรือการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการลงทุนของเอกชนไปแล้วหากเราไม่ต้องการให้เศรษฐกิจของไทยชะลอตัวจนเกินไป ยังมีสิ่งที่เราทำได้คือ การพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยว เพราะขยายตัวดีมากในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้น การพัฒนาจังหวัดต่างๆ ให้รองรับการท่องเที่ยว ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศจึงความสำคัญ"นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่คิดว่าสำคัญแล้วคนก็รอคอยกันคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำประชาพิจารณ์ และกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง 2.เรื่องแผนการลงทุนด้านการคมนาคมขนส่งที่มีการเตรียมการลงทุนไว้ 7 ปี มูลค่า 2 ล้านล้านบาท จะเป็นส่วนสำคัญให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพในระหว่างที่มีการลงทุน แล้วเมื่อมีการลงทุนเสร็จแล้ว ประสิทธิภาพในประเทศและความเสี่ยงในเรื่องอุทกภัยและภัยแล้งจะลดลงมา
เมื่อถามว่า หลังจากเกิดปัญหาเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท มีปฏิกิริยาจากนักลงทุนอย่างไรบ้าง รองนายกฯ กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยนักลงทุนมีความกังวลนิดหน่อย เพราะไทยเพิ่งจะผ่านพ้นมหาอุกทภัยเมื่อปลายปี2554 ได้ไม่นาน และการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการเป็นเรื่องของการเตรียมตัวให้เราปลอดจากความเสี่ยงของภัยธรรมชาติ ฉะนั้นการชะงักในขั้นตอนนี้ทำให้เขากังวลบ้าง แต่พอผมอธิบายว่าได้ทำตามขั้นตอนที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งก็มีความเข้าใจมากขึ้น แต่เขาจะติดตามและจับตาดูว่าเราจะลงทุนหรือไม่ เพราะการที่โรงงานของเขาที่อยู่ในประเทศไทยจะปลอดภัยหรือไม่
เมื่อถามว่า หากทั้ง 2 โครงการไม่เกิด ประเมินตัวเลขได้หรือไม่ว่าจะเกิดความเสียหายเท่าไร นายกิตติรัตน์กล่าวว่า คงประมาณค่ามิได้ เพราจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก เพราะตอนน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มีมูลค่าความเสียหายของผู้ลงทุนในจำนวนที่สูงมาก ดังนั้น การที่ไทยจะลงทุนจำนวน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินที่มูลค่ามากกว่านั้นหลายเท่าของภาคเอกชนจึงเป็นเรื่องจำเป็น อย่าเข้าใจว่าเราคุ้มครองนายทุน แต่เขาเหล่านี้เป็นผู้จ้างงานคนจำนวนนับล้านคน ฉะนั้น เรามามั่นใจด้วยกันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆให้ลุล่วงไปได้ มิฉะนั้นจะเกิดความเสียอย่างประมาณค่าไม่ได้
เมื่อถามว่า แต่วันนี้เหตุใดไทยจึงต้องปรับลดจีดีพีลงเรื่อยๆ นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ความจริงไม่ได้ปรับลงเรื่อยๆ มีบางหน่วยงานปรับ แต่ส่วนใหญ่ปรับเพียงครั้งเดียว เพียงแต่การปรับตัวเลขของเขาไม่ตรงกัน ฉะนั้นไม่ใช่การปรับลงเรื่อยๆ แต่ละคนดูเหมือนจะปรับลงในอัตราพอๆกัน จากเดิมคาดว่าขยายตัว 5% ตอนนี้มีการคาดการณ์ว่าจะโต 4% ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการปรับลดซ้ำลงไป






