หน่วยงานรัฐ 4 องค์กร ได้รับสิทธิใบอนุญาต "โครงข่าย" ทีวีดิจิทัล ประกาศจับมือร่วมลงทุน"โครงสร้างพื้นฐานเดียว" หวังลดต้นทุน
หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือบอร์ดใหญ่ กสทช. "เห็นชอบ" ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)เสนอให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโครงข่ายกิจการใช้คลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) 4 ราย ประกอบด้วย อสมท ,ไทยพีบีเอส ,กองทัพบก และกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ "ฟรีทีวี อนาล็อก" รายเดิม ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานีส่งสัญญาณทั่วประเทศอยู่แล้ว นอกจากนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้เสนอคืนคลื่นฯฟรีทีวี อนาล็อกภายใน 5 ปี โดยไทยพีบีเอส จะคืนคลื่นฯ ก่อนภายใน 3 ปี เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลเต็มรูปแบบ
นายชลิต ลายลิขิต ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิศวกรรมโครงข่าย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าวานนี้ (2 ก.ค.) ทั้ง 4 หน่วยงานที่ กสทช. เห็นชอบให้ใบอนุญาตโครงข่าย (Multiplex :Mux) มีการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการขยายโครงข่ายส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลให้เป็นไปตามประกาศ กสทช. ที่กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ปีแรก 50% ปีที่สอง 80% ปีที่สาม 90% และปีที่สี่ 95%
ข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานในเฟสแรก คือการใช้ "โครงสร้างพื้นฐาน" หรือ "สิ่งอำนวยความสะดวก" (infrastructure) ร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนการลงทุนสถานีส่งใหม่ของแต่ละโครงข่าย โดยสรุปเลือกสถานีส่งสัญญาณหลัก 39 แห่ง ที่เหมาะสมในการส่งสัญญาณ ประกอบด้วยสถานีส่งของไทยพีบีเอสและกรมประชาสัมพันธ์ รวม 34 แห่ง และ อสมท 5 แห่ง
หลังจากเลือกสถานที่ตั้งของสถานีส่งหลักแล้ว จะมีการหารือแนวทางการลงทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลในสถานีส่งหลักทั้ง 39 แห่งอีกครั้งว่าจะเป็นรูปแบบใด
"แนวคิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สถานีส่งร่วมกัน จะช่วยลดการลงทุนให้แต่ละโครงข่าย โดยไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อนในสถานีส่งที่ทุกโครงข่ายสามารถใช้งานร่วมกันได้ เพราะหากแต่ละรายลงทุนเอง จะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่ารายละ 1,000 ล้านบาท" นายชลิต กล่าว
ตั้งค่าบริการโครงข่าย"ราคาเดียว"
ทั้งนี้ แนวทางในการใช้โครงสร้างพื้นฐานสถานีส่งสัญญาณเดียวกันของทั้ง 4 โครงข่าย เพื่อทำให้ประสิทธิภาพการส่งสัญญาณในแต่ละโครงข่ายอยู่ในอัตราเดียวกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น "ช่องรายการ" ทีวีดิจิทัล ที่จะมาเช่าใช้บริการ จะไม่มีความได้เปรียบ และเสียเปรียบในการเลือกใช้บริการโครงข่ายของทั้ง 4 ราย
นายชลิต กล่าวอีกว่าหลังจากบอร์ดใหญ่ กสทช. เห็นชอบให้ทั้ง 4 หน่วยงานได้รับใบอนุญาตโครงข่ายแล้ว คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ หลังจากได้รับใบอนุญาตแล้ว ทั้ง 4 โครงข่าย จะประกาศอัตราค่าใช้บริการโครงข่าย "ราคาเดียว" โดยจะเรียกเก็บเป็นอัตราขั้นบันได ในปีที่1-3 สอดคล้องกับการขยายโครงข่ายรายปี และเป็นอัตราคงที่ในปีที่ 4-15 หลังจากขยายพื้นที่ส่งสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศ
สำหรับราคาค่าบริการโครงข่าย ขณะนี้ยังไม่สรุปตัวเลขที่แน่นอน แต่คาดว่าช่อง SD จะอยู่ที่ 40-60 ล้านต่อปี ส่วนช่องเอชดี จะสูงกว่า 3 เท่า หรือ 120-180 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากใช้แบนด์วิธ ในการส่งสัญญาณสูงกว่า โดยการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล จะครอบคลุมโทรทัศน์ภาคพื้นดิน และแพลตฟอร์ม
สัญญาณดาวเทียมในกล่องรับสัญญาณรุ่นแรก หรือ S1 ซึ่งถือเป็นฐานผู้ชมผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมจำนวนมากในขณะนี้
อย่างไรก็ตามในการขยายสถานีส่งสัญญาณในเฟสที่สอง อีก 153 สถานีเสริม จะมีการคัดเลือกสถานีส่งเพิ่มเติมของกองทัพบก รวมทั้งโครงข่ายโทรคมนาคม ทั้งจาก บมจ.ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ซึ่ง อสมท ได้ลงนามความร่วมมือในการเช่าสถานีส่งสัญญาณไปแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าภายใต้แผนการขยายโครงข่ายทีวีดิจิทัล ของ4 หน่วยงาน สามารถครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 3 ปี ซึ่งเร็วกว่า ประกาศ กสทช.ที่กำหนดให้ดำเนินการภายใน 4 ปี









