ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.ทุกรายการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 กังวลปัญหาการเมืองในประเทศ-ศก.โลกยังไม่ฟื้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.56 จาการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,242 คน ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม มิ.ย. เท่ากับ 71.8 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 72.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 73.5 ลดลงจาก 74.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 99.3 ลดลงจาก 100.4 โดยดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 3 ต่อเนื่องกัน
ปัจจัยลบที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงทุกรายการ ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับลดประมาณการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เหลือ 4.5% จากเดิมที่คาดขยายตัว 5.3%, ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาทก่อนดำเนินการก่อสร้าง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าลงเหลือตันละ 12,000 บาทจากเดิม 15,000 บาท (ปรับลดลงในช่วงที่มีการจัดทำผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น), ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐฯ ประกาศลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) ในช่วงปลายปีนี้, ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เดือนมิ.ย.ลดลง 110.17 จุด, การส่งออกของไทยเดือนพ.ค.ลดลง 5.2% และขาดดุลการค้าสูงถึง 2,304.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปัจจัยจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, ความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, ความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มากนัก, ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในอนาคต และความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ยังทรงตัวสูง แต่ผู้บริโภครู้สึกว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
"แนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาลง โดยปัจจัยลบที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ กังวลปัญหาการเมืองในประเทศ การชุมนุมประท้วง ห่วงการยุบสภาที่จะทำให้นโยบายรัฐบาลไม่ชัดเจน รองลงมาเป็นเรื่องเศรษฐกิจโลก ที่ยังไม่โดดเด่น ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และการจ้างงานในประเทศ ตามด้วยประชาชนไม่มีอำนาจซื้อ เพราะราคาข้าวของเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย เห็นได้จากผลสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของประชาชน ที่ยังเห็นว่า ความเหมาะสมในการซื้อบ้าน รถยนต์ ท่องเที่ยว ลดลง"








