ธปท.ชี้ธุรกิจแบงก์ในไทยสดใส ต่างชาติสน

ธปท.เผยแบงก์ต่างชาติสนใจทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทย ทั้งจากออสเตรเลีย-เกาหลี-ญี่ปุ่น คาดไม่เกินกลางปีหน้าอนุมัติใบอนุญาต
การเสนอซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ของ แบงก์ ออฟ โตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิมิเต็ด (บีทีเอ็มยู) ต่อจากกลุ่ม จีอี แคปปิตอล ชี้ให้เห็นว่าทุนจากญี่ปุ่นรุกเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ และอาจมีกลุ่มทุนจากหลายประเทศเข้ามาลงทุนหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดให้ธนาคารต่างชาติยื่นขอจัดตั้งธนาคารที่เป็นบริษัทลูกในไทย
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทย ทั้งจาก ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เนื่องจากมองว่าไทยเป็นประเทศศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค รวมทั้งการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
ธปท. ประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ยื่นขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (Subsidiary) ในไทย ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.- 30 ธ.ค. 2556 โดยกำหนดเงื่อนไขให้จัดตั้งเป็น Subsidiary ไม่เกิน 20 แห่ง และ ATM นอกสถานที่ทำการไม่เกิน 20 แห่ง นอกจากนี้ ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท
"ธปท. คัดเลือกใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน และเสนอคลังพิจารณา ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น ภายในเดือนมิ.ย. ปีหน้า คาดว่าจะทราบรายชื่อผู้ที่ได้ใบอนุญาต เราเปิดให้ยื่นได้จนถึงสิ้นปี จึงยังมีเวลาอีก 6 เดือน หลังจากนั้น เราจะเอาใบสมัครทั้งหลายมาดู"
นายอานุภาพ กล่าวว่า การเปิดให้ใบอนุญาตใหม่กับ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจนั้น เชื่อว่าไม่กระทบต่อธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เพราะว่า ธปท.ได้ประเมินแล้วว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยมีความสามารถเพียงพอในการแข่งขัน ประกอบกับปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทยก็มีเพียงแค่ 10% เท่านั้น
"เชื่อว่าถ้าเขาเข้ามาช่วงแรกก็คงทำตลาดในลักษณะนีชมาร์เก็ตก่อน แต่จริงๆ เราอยากให้เขาเข้ามาเสริมบริการต่างๆ ในบ้านเรา เพื่อคนไทยจะได้ประโยชน์ด้วย ที่สำคัญอยากให้เข้ามาช่วยเพิ่มการแข่งขันในระบบ เพราะเมื่อใดก็ตามที่การแข่งขันมากขึ้น ผู้บริโภคเองที่จะได้ประโยชน์ รวมทั้งการเข้ามาของแบงก์ต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มการลงทุนและส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้ด้วย" นายอานุภาพกล่าว
ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศทำธุรกิจในลักษณะ Subsidiary ในไทย มีรายเดียว คือ ธนาคารเมกะ สากลพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และมีอีก 1 แห่งที่อยู่ระหว่างยื่นคำขอเพื่อเปลี่ยนรูปแบบจากสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมาเป็น Subsidiary คือ แบงก์ออฟไชน่า
"มิตซูบิชิ"ยื่นขออนุญาตถือหุ้นกรุงศรี
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แบงก์ ออฟ โตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิมิเต็ด (บีทีเอ็มยู) ยื่นคำขออนุญาตในการถือหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา มาที่ ธปท. อย่างเป็นทางการแล้วในช่วงเช้าของวานนี้ (3 ก.ค.)
บีทีเอ็มยู ประกาศเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับ จีอี แคปปิตอล เพื่อซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา 25.33% และจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยสมัครใจในราคา 39 บาทต่อหุ้น เพื่อให้ได้สัดส่วน 75%
นายเกริก กล่าวว่า คำขออนุญาตถือหุ้น ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ว่าน่าจะเป็นการยื่นขอ 3 เรื่องหลัก คือ การขอถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีฯ เกินกว่า 10% และการขอเป็นผู้ถือหุ้นต่างด้าวที่ถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีฯ เกินกว่า 49% ตลอดจนการขอผ่อนผันเรื่องการถือใบอนุญาตการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไทยเพียงใบเดียว เพราะปัจจุบัน กลุ่มมิตซูบิชิ มีใบอนุญาตอยู่แล้ว 1 ใบ คือ การเป็นสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย
การพิจารณาคำขออนุญาตนั้น คาดคงใช้เวลาไม่นาน เพียงแต่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด โดยการพิจารณาจะดูว่าคำขอดังกล่าวมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินในประเทศหรือไม่ ตลอดจนจะมีผลกระทบใดๆ ตามมาหรือไม่
"ในเรื่องเสถียรภาพคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เพราะว่า บีทีเอ็มยู ก็อยู่ในระบบเรามานานแล้ว และไม่ได้เป็นแบงก์ที่มีปัญหาอะไร" นายเกริก กล่าว
การเข้าถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาของกลุ่มมิตซูบิชิ เกินกว่า 49% ก็จะเป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศรายที่ 5 ที่ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในไทยเกินกว่า 49% โดยปัจจุบันมี 4 ราย คือ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ธนาคารยูโอบี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และ ธนาคารไอซีบีซี
ชี้กลุ่มรัตนรักษ์ไม่ลดถือหุ้น
ด้าน นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่าธนาคารพร้อมรับการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่จาก จีอี แคปปิตอล เป็นธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเซียล กรุ๊ป สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
นายวีระพันธุ์ กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ให้ความเห็นชอบการซื้อหุ้นในครั้งนี้ กลุ่มรัตนรักษ์ก็จะไม่ลดจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่ แต่ ธนาคารกรุงศรีฯ และกลุ่มรัตนรักษ์ก็ยินดีเปิดรับให้สถาบันการเงินที่มีความสำคัญระดับโลก มีบริการการเงินและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญใน มอร์แกน สแตนเลย์ เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นผู้นำที่จะต่อยอดสร้างผลงานของกรุงศรีฯ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
"เมื่อคำนึงถึงเออีซีที่กำลังใกล้เข้ามา และปริมาณธุรกิจการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโอกาสที่แบงก์กรุงศรีฯ จะได้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจสำคัญทั่วโลก อนาคตของแบงก์จึงดูสดใสยิ่ง การเปิดประตูต้อนรับให้ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นและรับภารกิจที่ท้าทายยิ่ง จึงเป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดผลดีแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียกับธนาคารและสังคมไทย"
เชื่อกรุงศรีฯ เติบโตในเอเชีย
ด้าน นางเจนิส แวน เอ็กเคอเรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธ์กับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศและเร่งการเติบโตของธนาคารกรุงศรีอยุธยาในเอเชีย ธนาคารพร้อมที่จะทำงานร่วมกับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เพื่อขยายการให้บริการทางการเงินในไทย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่กว้างขึ้นและหลากหลายขึ้น
ปัจจุบัน กลุ่มรัตนรักษ์ถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ราว 25% ขณะที่ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะใช้เงินราว 1.74 แสนล้านบาท ทำคำเสนอซื้อหุ้นในธนาคารกรุงศรีฯ 75% รวมไปถึงซื้อหุ้นต่อจากจีอี แคปปิตอล ที่ราคาหุ้นละ 39 บาท โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จในสิ้นปี 2556
มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ยังระบุด้วยว่าจะผนวกการดำเนินงานในประเทศไทยของมิตซูบิชิเข้ากับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของทางการไทยที่ห้ามธนาคารต่างชาติถือหุ้นในธนาคารไทยมากกว่า 1 แห่ง
แนะรายย่อยขายทำกำไรระยะสั้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส กล่าวว่า มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแบงก์กรุงศรีอยุธยา สูงสุดไม่เกิน 75% ไม่รวมกลุ่มรัตนรักษ์ ดีลนี้ไม่ส่งผลต่อกำไรของแบงก์ในปีนี้ แต่จะส่งผลต่อกำไรปีหน้า หลังโอนกิจการของ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มายังธนาคารกรุงศรีฯ ซึ่งจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 17% สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 23% เป็น 1.52 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับ ธนาคารกสิกรไทย( KBANK) และ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงขึ้นเป็น 17% จาก 15% แต่คาดว่าธนาคารกรุงศรีฯ อาจจะต้องเพิ่มทุนแบบพีพี 2 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อสาขาแบงก์มิตซูบิชิในไทย( BTMU) ในระยะต่อไป
"การเพิ่มทุนอาจทำให้กำไรต่อหุ้นได้รับผลกระทบจากการไดลูท สูงสุดไม่เกิน 12% สำหรับการลงทุนระยะสั้น จึงแนะนำขายทำกำไรเพราะราคาขึ้นมาใกล้เคียงราคา เทนเดอร์และเป้าหมาย ซึ่งมองว่าตลาดอาจต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ฝีมือผู้บริหาร เราอาจกลับมาแนะนำซื้ออีกครั้งหลังราคาหุ้นปรับฐานลงมา เพราะราคาเป้าหมายมีโอกาสปรับขึ้นภายหลังควบรวมกิจการกันจากอัตราผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น" นักวิเคราะห์กล่าว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า เบื้องต้นประเมินว่าเป็นระดับราคาที่ประกาศเทนเดอร์เป็นราคาที่เหมาะสม เนื่องจากบริษัทได้คาดการณ์ราคาเป้าหมาย และเชื่อว่าจะเป็นในเชิงบวกให้กับหุ้นแบงก์กรุงศรีฯ แม้จะมีจุดแข็งในเชิงของลูกค้ารายย่อย แต่ยังมีจุดอ่อนในเชิงของลูกค้ารายใหญ่ที่แบงก์กรุงศรีอยุธยา ยังไม่สามารถแข่งขันกับธนาคารอื่นๆ ได้ ซึ่งกลุ่มแบงก์มิตซูบิชิ คงเข้ามาสนับสนุนในจุดดังกล่าว ขณะเดียวกัน การขยายตลาดไปยังต่างประเทศถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะช่วง 2 ปีข้างหน้า จะเปิด เออีซี ดังนั้นการปรับตัวเพื่อรองรับจะต้องเกิดขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มจีอี เข้าผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี 2550 ในวันที่ 2 ก.ค. 2550 โดยรายงานตลาดหลักทรัพย์ว่าเข้ามาถือหุ้น 1.83 พันล้านหุ้น คิดเป็น 33%ของหุ้นทั้งหมด 5.56 พันล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 16 บาท
ราคาขายให้กลุ่มจีอี ที่หุ้นละ 39 บาท จำนวนหุ้นทั้งหมด 1.53 พันล้านหุ้น คิดเป็น 25.33% คิดเป็นกำไรส่วนต่างการลงทุนในช่วง 6 ปีก่อน ประมาณ 143%




