"แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ"รุกอาเซียน ทุ่ม รวม 2.96 แสนล้าน ซื้อหุ้นแบงก์กรุงศรี ที่ราคาหุ้นละ 39 บาท ทำเทนเดอร์ฯเดือนพ.ย.-ธ.ค.56
ความเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ข้อยุติ หลังเป็นข่าวในตลาดหลักทรัพย์มานานหลายเดือน โดย "แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิมิเต็ด" ได้ประกาศว่า ได้ลงนามซื้อหุ้นธนาคารจาก "จีอี แคปปิตอล" ที่ถืออยู่ 25.33% แล้ว วานนี้ (2 ก.ค.)
นายโนบูยูกิ ฮิราโน ประธานแบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิมิเต็ด ในเครือของ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ประกาศวานนี้ (2 ก.ค.) ว่า แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ได้ลงนามในข้อตกเสนอซื้อหุ้น (Share Tender Agreement : STA) กับ จีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น หรือ จีอี แคปปิตอล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นของ จีอี แคปปิตอล ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ทั้งนี้ จากความเห็นชอบได้รับการอนุมัติดำเนินการตามกฎระเบียบ การอนุมัติของบริษัทและเงื่อนไขแน่นอน แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะทำคำเสนอซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีฯ ที่ราคา 39 บาทต่อหุ้น อย่างสมัครใจ (Voluntary Tender Offer : VTO) โดยมีเป้าหมายให้ได้หุ้นส่วนใหญ่ราว 75% ของ ธนาคารกรุงศรีฯ ซึ่ง จีอี แคปปิตอล จะเข้ามีส่วนร่วมการทำเทนเดอร์ครั้งนี้ สำหรับหุ้นทั้งหมดที่ จีอี แคปปิตอล ถืออยู่ 1,538,365,000 ล้านหุ้น หรือประมาณ 25.33% ของหุ้นทั้งหมด
หลังจากประสบความสำเร็จจากการทำคำเสนอซื้อหุ้นโดยสมัครใจ แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะเข้านั่งบริหารแทน จีอี แคปปิตอล ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีฯ และในฐานะพันธมิตรของตระกูลรัตนรักษ์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมที่ยังถือหุ้นส่วนใหญ่ในธนาคารกรุงศรีฯ และจะเข้ามาอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาขั้นต่อไปของธนาคาร
แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ และ ธนาคารกรุงศรีฯ จะหารือถึงความร่วมมือกันในอนาคตในหลายส่วน เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สถาบันการเงินทั้งสองแห่งจะหารือถึงศักยภาพการรวม แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สาขากรุงเทพฯ กับ ธนาคารกรุงศรีฯ และเมื่อได้รับความเห็นชอบร่วมกัน การรวมตัวกันจะเกิดหลังจากการทำเสนอซื้อเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เผยเป็นแผนรุกเอเชีย
ในเอกสารของ แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ระบุว่า เป้าหมายของการทำธุรกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ออกแบบมาเพื่อพัฒนาธุรกิจของธนาคารในเอเชีย การลงทุนในธนาคารกรุงศรีฯ มีเป้าหมายเพื่อการวางโครงสร้าง เป็นธนาคารเพื่อการพาณิชย์อย่างเต็มตัว แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ในเอเชีย หากการรวมกันเสร็จสมบูรณ์ ทั้ง แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ และ ธนาคารกรุงศรีฯ จะให้บริการการเงินครอบคลุมแก่ลูกค้าท้องถิ่นและลูกค้าบริษัทข้ามชาติที่มีความหลากหลาย
รายงานข่าวให้ข้อมูลว่า ด้วยศักยภาพการเติบโตในอนาคต และประวัติการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของลุ่มแม่น้ำโขง ขณะที่ไทยกับญี่ปุ่นต่างพอใจในความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างประเทศ ทำให้บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมายเข้าไปดำเนินธุรกิจในไทยขณะนี้
ขณะที่ ธนาคารกรุงศรีฯ ถือเป็นธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของไทย ให้บริการการเงินหลากหลาย ด้วยฐานลูกค้ากว้างพร้อมความรู้เชี่ยวชาญในตลาดและนับตั้งแต่แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เข้ามาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ทางธนาคารให้การสนับสนุนกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในไทยมานานกว่า 50 ปี ดังนั้นการลงทุนในธนาคารกรุงศรีฯ ช่วยให้ แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สามารถนำเสนอบริการการเงินในไทยที่ยิ่งแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถสนองความต้องการทางการเงินหลากหลายของลูกค้าและสอดคล้องกับพัฒนาการเศรษฐกิจไทย
คาดแผนซื้อหุ้นเสร็จเดือนธ.ค.
นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีฯ แจ้งว่า ในช่วงบ่ายวานนี้ (2 ก.ค.) ธนาคารได้รับแจ้งจาก GE Capital International Holdings Corporation (GECIH) ว่า GECIH หรือ จีอี แคปปิตอล และ The Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ, LTD.(BTMU) ได้ลงนามในข้อตกลงเสนอซื้อหุ้นสามัญของธนาคารที่ จีอี แคปปิตอล ถืออยู่ (Share Tender Agreement)
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว BTMU จะทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของธนาคาร โดยสมัครใจ (Voluntary Tender Offer หรือ VTO) จำนวน 6,074,143,747 หุ้น ในราคา 39 บาทต่อหุ้น และ จีอี แคปปิตอล จะขายหุ้นของธนาคาร ที่ถืออยู่ 1,538,365,000 หุ้น คิดเป็น 25.33% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาเสนอซื้อที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ คาดว่า การดำเนินการซื้อโดยสมัครใจครั้งนี้ จะเริ่มช่วงต้นเดือนพ.ย. นี้ และสิ้นสุดดำเนินการเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้
จากหนังสือแจ้งข้างต้น ระบุว่า การซื้อหุ้นโดยสมัครใจครั้งนี้ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเงื่อนไขต่างๆ ตามการอนุมัติของหน่วยงานทางการที่กำกับดูแล และของธนาคารรวมทั้งข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งส่วนที่ได้รับการปฏิบัติครบถ้วน ได้แก่ 1.การได้รับอนุมัติหรือผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง สำหรับการเข้าซื้อกิจการ และการขยายสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวของธนาคาร และการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง 2.การได้รับอนุมัติจาก Financial Services Agency ของประเทศญี่ปุ่นให้ BTMU มีธนาคารเป็นบริษัทย่อยของ BTMU
3.การได้รับอนุมัติในหลักการจากกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 4.การได้รับอนุมัติหรือการได้รับผ่อนผันอื่นใดที่จำเป็นจากหน่วยงานทางการที่กำกับดูแล และ 5.การได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคาร ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้น
โดยที่มิได้เป็นเงื่อนไขของการทำคำเสนอซื้อ ก่อนการทำคำเสนอซื้อ BTMU และ/หรือธนาคาร ประสงค์จะดำเนินการขอและรับการผ่อนผัน หรือการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงการผ่อนผันและการอนุมัติในเรื่องที่เกี่ยวกับการที่ธนาคารอาจเข้าซื้อกิจการของ BTMU สาขากรุงเทพฯ ตามนโยบายสถาบันการเงิน 1 รูปแบบของ ธปท. ดังนี้ โดยต้องได้รับการผ่อนผันจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย หรือคณะอนุกรรมการวินิจฉัยการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (Takeover Panel) เกี่ยวกับระยะเวลาของมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งอนุมัติการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง และการผ่อนผันข้อบังคับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ธนาคารอาจเข้าซื้อกิจการของ BTMU สาขากรุงเทพฯ
เตรียมเปิดแผนพัฒนาแบงก์ร่วมกัน
ขณะเดียวกัน ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของธนาคาร ในการเข้าทำสัญญาที่เกี่ยวกับการที่ธนาคารอาจเข้าซื้อกิจการของ BTMU สาขากรุงเทพฯ และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังจากการดำเนินการตามกระบวนการโดยสมัครใจเสร็จสิ้นลง BTMU จะมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารแทน จีอี แคปปิตอล และเป็นพันธมิตรกับกลุ่มรัตนรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาธนาคารให้ก้าวหน้า
อีกทั้ง BTMU และธนาคารจะได้หารือกันเกี่ยวกับการร่วมมือกันในอนาคตในส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นพันธมิตรต่อไป และเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. ทั้งสองธนาคารจะได้หารือกันถึงความเป็นไปได้ในการถ่ายโอน BTMU สาขากรุงเทพฯ มายังธนาคารอีกด้วย โดยการถ่ายโอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากที่การดำเนินการขายโดยสมัครใจเสร็จสิ้น
นายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี คอนซูเมอร์ กล่าวว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้ ถือเป็นการควบรวมแบบเป็นมิตร และเมื่อการควบรวมสำเร็จ ธนาคารกรุงศรีฯ ก็จะเป็น คอร์ปอเรทแบงกิ้ง อีกทั้งการควบรวมนี้ ยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกัน โดยจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นให้แก่ธนาคาร ซึ่งประกอบด้วย บริษัทและโรงงานของญี่ปุ่นที่อยู่ในไทย และฐานลูกค้าเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนธุรกิจของแบงก์ในอนาคตด้วย
หุ้นกรุงศรีพุ่งสูงสุดรอบ 16 ปี
ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นธนาคารกรุงศรีฯ เมื่อวานนี้ (2 ก.ค.) ปิดตลาดที่ 37 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 4.23% มีมูลค่าการซื้อขาย 3,164.93 ล้านบาท และระหว่างเทรดได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะ 37.25 บาท สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค. 2540 หรือในรอบเกือบ 16 ปี
ด้าน บล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ข่าวเกี่ยวกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นผลดีทางด้านจิตวิทยาต่อราคาหุ้นในระยะสั้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่จริง จะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานไม่มาก พร้อมทั้งยังคงแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาพื้นฐานที่ 43 บาท
ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ธนาคารญี่ปุ่นรายใหญ่ดังกล่าว สนใจเจรจาเพื่อซื้อหุ้นแบงก์กรุงศรี 51% ในข้อตกลงมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ ราว 1.27 แสนล้านบาท ซึ่งหากดีลประสบความสำเร็จ จะถือเป็นการซื้อกิจการครั้งใหญ่สุดของธนาคารญี่ปุ่นในเอเชีย





