วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เค-วอเตอร์เล็งฟ้องเอ็นจีโอ บิดเบือนข้อมูล

ผู้บริหารเค-วอเตอร์ เล็งฟ้องเอ็นจีโอบิดเบือนความจริง หลังออกมาแจงงบการเงินยังสดใส ยันไม่เคยเป็นหนี้ คลังแจงเร่งลงนามกู้เงิน 3.5 แสนล้าน

นายยุน บยอง ฮุน รองประธานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ บริษัท เค-วอเตอร์ ประเทศเกาหลี ออกมาแสดงจุดยืนของเค-วอเตอร์ กับรัฐบาลเกาหลี ตอบโต้ข้อกล่าวหาที่สร้างความไม่เข้าใจรัฐบาลเกาหลีและประชาชนไทยในเรื่องการจัดการน้ำ จากข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงซึ่งขยายวงกว้าง และหวั่นจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายยุนกล่าวว่า บริษัทตั้งใจเข้าร่วมประมูลสุดความสามารถ โดยไม่หวังผลกำไร เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศไทย โดยเข้าใจดีว่าโครงการลักษณะนี้จะต้องถูกต่อต้าน แม้จะมีประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยทางเค-วอเตอร์ พร้อมน้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จ แต่ไม่สนับสนุน ข้อวิพากษ์ที่ไม่เป็นความจริง บิดเบือน รัฐบาลเกาหลีและบริษัทต่อต้านการกระทำที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศไทยในอนาคต และทำลายความเชื่อของคนไทย เค-วอเตอร์ หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

เขายืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกบริษัทเอกชนเข้าร่วมโครงการน้ำของรัฐบาลไทยมีกระบวนการที่เคร่งครัด และโปร่งใส หากเค-วอเตอร์ได้เป็นคู่สัญญา จะดำเนินการตามที่กฎหมายไทยทุกประการ

และขณะนี้ทางบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องร้องเอ็นจีโอตามกฎหมายเกาหลี และกฎหมายไทย เนื่องจากหลายข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ไม่เป็นความจริง

นายยุนกล่าวชี้แจงถึงรายละเอียดทรัพย์สินของบริษัทว่า ในปี 2555 เค-วอเตอร์มีทรัพย์สิน 6.76 แสนล้านบาท รายได้ 9.9 หมื่นล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 122.8% เมื่อเทียบกับอัตราส่วนหนี้สินเฉลี่ยของรัฐวิสาหกิจเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ที่ 195% สถานการณ์การเงินของเค-วอเตอร์ จึงมีเสถียรภาพมากกว่ารัฐวิสาหกิจรายอื่น ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับของสถาบันการเงินชั้นนำของโลก แสตนดาร์ทแอนด์พัว ความน่าเชื่อถือของบริษัท โดยมูสดี้ อยู่ในอันดับ A1และเอสแอนด์พี ในอันดับ A+

และที่ผ่านมา เค-วอเตอร์ ได้ดำเนินโครงการตามขั้นตอนทางกฎหมายทุกฉบับอย่างถูกต้อง ในการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูแม่น้ำสี่สายหลักจนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การเงินแห่งชาติ พ.ร.บ.แม่น้ำ พ.ร.บ.การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และกฎหมายอื่นๆ รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายผ่านคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ สร้างความเข้าใจกับสาธารณชน และทำประชาพิจารณ์ ซึ่ง เค-วอเตอร์ ในฐานะผู้ถูกยื่นฟ้อง ชนะในทุกคดีที่องค์กรพัฒนาเอกชนกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ศาลปกครองไทยตัดสินให้โครงการน้ำต้องประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนนั้น นายยุนกล่าวว่า บริษัทพร้อมที่จะดำเนินการกฎหมายไทย แต่ต้องขอดูในรายละเอียด โดยพร้อมทำตามข้อตกลงของรัฐบาลไทย

ด้านนายจอน แจ มัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยและเกาหลีใต้มีความสัมพันธ์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การที่ เค-วอเตอร์ เข้าร่วมจัดกาน้ำรในประเทศไทย ตนรู้สึกดีใจมาก โดยมองว่าจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตไทยดีขึ้น แต่หลังจากได้ยินข่าวองค์กรสิ่งแวดล้อมเกาหลีออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแล้วตกใจมาก เพราะอยู่นอกเหนือภารกิจขององค์กร และหากพูดถึงความสามารถและศักยภาพของบริษัท เค-วอเตอร์ ไม่เป็นความจริง แต่สิ่งที่ทูตเกาหลีกังวล คือระยะเวลาดำเนินโครงการที่สั้นเกินไป และงบประมาณน้อยมาก การเดินหน้าโครงการอาจเกิดปัญหาความเชื่อมั่นกับความสามารถของบริษัทเกาหลี เค-วอเตอร์ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเกาหลีอาจขาดทุน

แต่โดยส่วนตัวมองว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ เนื่องจากน้ำท่วมได้สร้างความเสียหาย และเชื่อว่าประเทศเกาหลีโดยเค-วอเตอร์จะช่วยได้ แม้จะขาดทุนก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา บริษัทเค-วอเตอร์ ทำธุรกิจมา 47 ปี มีประสบการณ์ประมูลในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าไม่เคยขาดทุน โดยในปี 2555 รายได้สุทธิอยู่ที่ 1.09 แสนล้าน ใช้ไปในโครงการก่อสร้าง 1.01 แสนล้าน กำไรอยู่ที่ 8 พันล้านบาท โดยบริษัทมีประสบการณ์ในการจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและนอกประเทศ โดยเกาหลีสร้างฟลัดเวย์ ในลักษณะ Flood Divertion ทั้งสิ้น 29 แห่ง ส่วนฟลัดเวย์ความยาว 18 กิโลเมตร หรือ อรา วอเตอร์เวย์ เป็นเพียง 1 ใน 29 โครงการ ที่เกิดจากการลงทุนของรัฐบาล

คลังแจงเร่งลงนามกู้เงิน3.5 แสนล้าน

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน กระทรวงการคลัง กล่าวถึงการลงนามในสัญญาเงินกู้ (Term Loan) กับธนาคาร 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย วงเงินรวม 324,606 ล้านบาท รวมกับเงินกู้ก่อนหน้านี้ จำนวน 25,393 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินกู้จำนวนทั้งสิ้น 349,999 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า เนื่องจากกฎหมายมีผลถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้น และต้องกู้เงินวันสุดท้ายวันที่ 28 มิถุนายน ทำให้กระทรวงการคลังต้องเดินหน้าตามกรอบของกฎหมาย เพราะหากไม่ดำเนินการอาจมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลปกครองกลางไม่ได้มีคำสั่งให้ชะลอโครงการแต่อย่างใด เพียงแต่มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพิ่มเติมเท่านั้น

"หากไม่ลงนามกู้เงินผูกพันไว้ก่อนโครงการลงทุนด้านน้ำก็ต้องพับไป ซึ่งจะทำให้ประเทศเสียโอกาส ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้" นายพงษ์ภาณุกล่าวและยอมรับว่าได้ลงนามในวันเดียวกับที่ศาลปกครองมีคำสั่งออกมาแต่เป็นช่วงบ่าย และยืนยันว่าตนได้รับมอบอำนาจมาจาก รมว.คลังให้ลงนามแทน"

นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่าโครงการลงทุนด้านน้ำมีความชัดเจนและเตรียมพร้อมไว้แล้ว บางโครงการไม่ต้องทำอีไอเอ แต่ถ้าต้องทำก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ หากไม่ผ่านคลังก็จะไม่อนุมัติให้เบิกจ่ายเงิน โดยโครงการดังกล่าวเบิกจ่ายได้ถึง 6 ปี (2561) และให้ทยอยชำระคืนต้นเงินกู้ภายใน 4 ปี นับจากวันเบิกจ่ายเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน หรือมีอัตราประมาณ 3.8%

สำหรับโครงการประกอบด้วย 1.โครงการบริหารจัดการน้ำระยะเร่งด่วน วงเงิน 25,661ล้านบาท 2.โครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (Conceptual Plan) วงเงิน 291,000 ล้านบาท 3.โครงการจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ วงเงิน 8,731 ล้านบาท 4.แผนงานสนับสนุนโครงการระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน วงเงิน 4,607 ล้านบาท 5.แผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและดิน วงเงิน 10,000 ล้านบาท และ 6. แผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาเบิกจ่ายเงินกู้ระหว่างปี 2556 - 2561

ปชป.ฝาก4ประเด็นถึงรัฐบาล

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองดังกล่าวแม้รัฐบาลมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณา และผลอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือผลเหมือนกัน แต่พรรคมองว่าการดำเนินการโครงการนี้ที่พรรคเคยยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้น ขณะนี้การดำเนินการโครงการส่อให้เห็นว่าขัดต่อกฎหมาย หรือนำไปสู่การทำผิดกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ไม่โปร่งใสได้ จึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการตามกฎหมายและโปร่งใส่

พรรคมีข้อสังเกตที่อยากฝากรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องกำกับดูแลโครงการนี้ โดย 1. รัฐบาลจะกู้เงินตามพ.ร.ก.ดังกล่าว ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้หรือไม่ ถ้าจะกู้ต่อไปก็ต้องคำถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการจ่ายใช้เงินกู้ เป็นระเบียบที่รัฐบาลเป็นผู้ออกมาเอง 2.การดำเนินการของโครงการที่ไม่อยู่ภายใต้คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง จะดำเนินการหรือไม่อย่างไร

3.กรณีที่รัฐบาลต้องฟังความเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง พรรคมีคำถามว่ารัฐบาลจะทำเรื่องนี้ให้จบภายใน 2 เดือนหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีมีวิธีการอย่างไร ให้รับฟังความเห็นประชาชนได้ทั่วถึงภายใน 2 เดือน 4.การรับฟังความเห็นประชาชน รัฐบาลต้องใช้งบประมาณของตัวเอง และสามารถปรับลดงบประมาณจากการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ให้เอกชนลงได้ ทั้งนี้ขอตั้งคำถามเหล่านี้ไปยังรัฐบาล เพราะหากจะเดินหน้าต่อไป รัฐบาลก็ต้องรอบคอบว่าอะไรที่เดินหน้าต่อไปและได้แค่ไหนอย่างไร หากไม่รอบคอบก็จะเกิดผลกระทบต่อโครงการทั้งหมด

"ราเมศ"ชี้รัฐส่อทำผิด รธน.โครงการน้ำ

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ให้ชะลอการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่ละเมิดต่อกฎหมายและส่งเสริมให้พวกพ้องของตนละเมิดต่อกฎหมาย โดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด

นายราเมศ กล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า คงต้องทำตามคำพิพากษานั้น ควรใช้คำพูดใหม่ว่ารัฐบาลต้องทำตามคำพิพากษา ซึ่งฟังดูแล้ว เหมือนฝืนใจที่รัฐบาลต้องทำตามคำพิพากษา ซ้ำยังพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมอีก เมื่อนักข่าวถามว่าโครงการนี้จะล้มหรือไม่ แต่นายกรัฐมนตรีกลับตอบว่า ขึ้นอยู่กับศาลปกครอง ดังนั้นนายกรัฐมนตรีอย่าโยนความผิดให้ศาลปกครอง นายกรัฐมนตรีต้องยอมรับผิดว่า โครงการนี้รัฐบาลทำไปโดยผิดกฎหมายสูงสุดของประเทศคือ ผิดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นควรตอบคำถามใหม่ต่อสังคมไทยว่า โครงการนี้จะล้มหรือไม่อยู่ที่รัฐบาลเอง

นายราเมศ กล่าวต่อว่า การที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน และยึดหลักความถูกต้องของกฎหมาย เป็นการยึดมั่นตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่หากมีโครงการใดของรัฐที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต ต้องรับฟังเสียงความคิดเห็นของประชาชนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเสียก่อน เช่นเดียวกันกับกรณีการที่จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน