รัฐ-เอกชนการันตีคุณภาพข้าวไทย สารเมทิลโบรไมด์ที่นำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชเป็นสารรมที่ได้รับการยอมรับ
ความกังวลกรณีข้าวไทยปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในการรมเพื่อป้องกันและกำจัดมอดหรือแมลงตกค้างในเมล็ดข้าว เสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้บริโภค และกลายเป็นข่าวครึกโครมท่ามกลางกระแสตรวจสอบโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น แท้ที่จริงแล้ว "สารรม" ที่ตกเป็นจำเลยของสังคมตามข่าวที่ปรากฏ คือ "เมทิลโบรไมด์" และ "ฟอสฟิน"
นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูผลผลิตทางการเกษตรโดยการใช้สารรมเมทิลโบรไมด์ และ ฟอสฟิน เป็นสารที่ใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลกนับร้อยปีมาแล้ว เนื่องจากสามารถทำลายแมลงศัตรูพืชได้ทุกชนิดและทุกระยะการเจริญเติบโต ไม่มีพิษตกค้างเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สารฆ่าแมลงอื่นๆ
ทั้งนี้ การรมสารกำจัดศัตรูพืชเป็นวิธีการเพื่อลดความสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว และเพิ่มมูลค่าของสินค้า ซึ่งวิธีการรมไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก จึงง่ายต่อการปฏิบัติและทำได้สะดวกรวดเร็ว แต่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการที่กำหนด ที่สำคัญ คือ ทุกประเทศทั่วโลกก็ใช้สารทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์และสุขอนามัยพืช (SPS) และได้รับการกำหนดให้ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชภายในโรงเก็บจากคณะอนุกรรมการด้านสุขอนามัยขององค์การการค้าโลก (WTO)
"เมทิลโบรไมด์ เริ่มนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูผลิตผลทางการเกษตรตั้งแต่ปี ค.ศ.1932 ที่ประเทศฝรั่งเศส และเป็นสารรมที่ได้รับการยอมรับในงานด้านการกักกันพืชระหว่างประเทศมีคุณสมบัติ โดยเป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด และไม่มีพิษตกค้าง"
การรมข้าวสาร ใช้เมทิลโบรไมด์ในอัตรา 32 กรัม : 1 ลูกบาศก์เมตร (ข้าวสารปริมาตร 1.5 ลูกบาศก์เมตร หนักประมาณ 1 ตัน) ระยะเวลาในการรมข้าว 24 ชั่วโมง ส่วน ฟอสฟิน ประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มนำก๊าซฟอสฟินมาใช้ในปี ค.ศ.1958 เพื่อกำจัดแมลงศัตรูผลิตผลทางการเกษตรภายใต้การรับรองจากองค์การอาหารและยาโลก (FAO) ว่ามีความปลอดภัย ไม่มีพิษตกค้าง โดยมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ เป็นสารไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และฟุ้งกระจายได้ดีกว่าสารรมชนิดอื่นๆ การรมข้าวสารใช้ฟอสฟินในอัตรา 2-3 เม็ด : ข้าวสาร 1 ตัน (น้ำหนักเม็ดละ 3 กรัม) ระยะเวลาในการรม 5 - 7 วัน ซึ่งหลังจากการรมแล้วต้องมีระยะเวลาการถ่ายเทก๊าซภายใน 12 ชั่วโมง
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีในการรมกำจัดศัตรูพืชด้วยเมทิลโบรไมด์และฟอสฟิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ต้องใช้สารดังกล่าวมีความเข้าใจที่ตรงกันในการปฏิบัติงาน เนื่องจากสารดังกล่าวถูกควบคุมตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ดังนั้นผู้ที่ครอบครองและใช้สารรมจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด และได้รับใบประกาศเป็นผู้ควบคุมการใช้และรับจ้างรมยากำจัดแมลงศัตรูผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งใบประกาศมีอายุการใช้งาน 5 ปี และจะมีการตรวจสอบประเมินผู้ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อครบกำหนดต้องมาเข้ารับการอบรมใหม่
ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จัดฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการรมด้วยฟอสฟิน และเมทิลโบรไมด์ ในโรงเก็บผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ผู้ครอบครองและผู้รับจ้างรมปีละกว่า 400 ราย เพื่อให้สามารถรมสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่ดี ซึ่งจะทำให้การรมมีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัยด้วย
อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ผ่านการรมแล้ว กรมวิชาการเกษตรร่วมกับผู้ควบคุมการรมยา ได้เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบปริมาณสารตกค้างซึ่งจะต้องไม่มีหรือน้อยกว่าเกณฑ์ที่ Codex กำหนด คือ เมทิลโบรไมด์ อนุญาตให้ตกค้างได้ 5 มิลลิกรัมต่อหนึ่งกิโลกรัม หรือ ppm ฟอสฟิน อนุญาตให้ตกค้างได้ 0.1 ppm ที่ผ่านมายืนยันว่ามีการใช้สารรมเมทิลโบรไมด์และฟอสฟินทั้งในโกดังและเรือสินค้าถูกหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานที่กำหนด และผลผลิตได้มาตรฐานและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งข้าวสารที่ส่งออกและบริโภคภายในประเทศ จึงมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน
"การปล่อยข่าวลือเรื่องสารพิษตกค้างในข้าวสาร ซึ่งอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคในขณะนี้ ขอยืนยันให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าข้าวทุกเม็ดมีความปลอดภัยจากสารที่ใช้รมอย่างแน่นอน เพราะกรมฯได้ตรวจติดตามตลอดเวลา" นายดำรงค์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ถูกกำหนดมาตรการ SPS ให้รมข้าวก่อนส่งออกทุกครั้ง ข้าวไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ไม่เคยถูกแจ้งเตือนว่าพบการตกค้างของสารชนิดนี้ ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้มีความเข้มงวดเรื่องสุขอนามัย จะมีการตรวจสารพิษตกค้างทุกตัวอย่างที่มีการนำเข้าประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่มีการปล่อยข่าวลือจนเป็นที่วิตกกังวลของผู้บริโภค กรมวิชาการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างข้าวถุงทุกตรา ทุกบริษัทจากห้างค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อทั้งหมดมาตรวจวิเคราะห์หาสารพิษตกค้าง ผลการวิเคราะห์ไม่พบสารพิษตกค้างใดๆ ทั้งสิ้น จึงขอยืนยันอีกครั้งว่ามั่นใจข้าวไทยปลอดภัยทุกเม็ด
นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ประเด็นคุณภาพข้าวของไทยที่มีการระบุว่าบางส่วนเกิดเชื้อราและมีสารพิษตกค้าง หากบริโภคจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งในอนาคตนั้น ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวในโครงการ
ในส่วนของข้าวตราฉัตรซึ่งมียอดขายข้าวถุงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ขอยืนยันว่าสินค้าทุกเมล็ดผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP สะอาด ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสินค้าที่ยอมรับในตลาดโลก ซึ่งข้าวตราฉัตรได้ใส่ใจและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงมีการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปด้านต่างๆ เป็นประจำทุกปี เช่น การตรวจโลหะหนัก เชื้อจุลินทรีย์ รวมทั้งสารพิษจากเชื้อราที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการบริโภค และผลการตรวจสอบคุณภาพจะเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอ้างอิงตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และมาตรฐานอาหารแห่งชาติ
สำหรับข้าวที่บริษัทได้ประมูลจากโครงการรับจำนำ เมื่อเดือน ก.ค.-ส.ค.2555 นั้น เป็นปลายข้าวจำนวน 1,800 ตัน และปลายหอมมะลิ 6,800 ตัน ซึ่งสินค้าที่ประมูลได้นั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยบริษัทได้นำไปใช้เพื่อการส่งออกเท่านั้น เนื่องจากสินค้าที่ประมูลได้นี้ไม่เป็นที่นิยมในการบริโภคของคนไทย และข้าวจำนวนดังกล่าวก็จำหน่ายหมดสต็อกแล้วในปัจจุบัน
"เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ข้าวตราฉัตรได้รับอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา (อย.) ซึ่งรับประกันได้ว่าปลอดภัยต่อการบริโภค ปกป้องและคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ปัจจุบันมีข้าวสารบรรจุถุงไม่กี่ยี่ห้อที่ได้รับเครื่องหมายนี้ และข้าวตราฉัตรเป็นข้าวสารบรรจุถุงชนิดเดียวของไทยที่การันตีคุณภาพ ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนคืนได้ทันทีหากไม่พึงพอใจ"









