สหภาพฯ จับตาบอร์ด อสมท พิจารณาซื้อลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ลีกฯ แจงหากเคาะ "เห็นชอบ" ชงเรื่อง "วราเทพ" ตรวจสอบการทำงานของบอร์ด
กลายเป็นประเด็นขัดแย้งอีกครั้งระหว่างการบริหารรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บมจ.อสมท ระหว่างคณะกรรมการ และผู้บริหารที่มาจากฝั่งการเมืองฝ่ายรัฐบาล และสหภาพแรงงาน อสมท ในปมการบริหารองค์กร ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ อสมท กรณี บอร์ด อสมท มีความเห็นในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" ทางฟรีทีวี 3 ฤดูกาล ระหว่างปี 2013-2016 เป็นมูลค่ารวม 480 ล้านบาท ภายใต้ข้อสังเกตจาก สหภาพฯ ว่า "คุ้มค่า" กับ อสมท หรือไม่
นายสุวิทย์ มิ่งมล รักษาการคณะกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันที่25 มิ.ย. คณะกรรมการ อสมท(บอร์ด อสมท) ที่มีนายสุธรรม แสงประทุม ประธาน บอร์ด อสมท จะมีวาระสำคัญพิจารณาซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 ฤดูกาล (2013-2016) ทางฟรีทีวี จากบริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) ในราคา 480 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 160 ล้านบาท สำหรับการถ่ายทอดสดฤดูกาลละ 17 แมทช์
ทั้งนี้ ตามระเบียบบริหารของ อสมท "กรรมการผู้อำนวยการใหญ่" สามารถพิจารณาอนุมัติการลงทุนด้วยมูลค่าไม่เกินครั้งละ 50 ล้านบาท ดังนั้นกรณี การพิจารณาลงทุนพรีเมียร์ลีกฯ ด้วยมูลค่า 160 ล้านบาทต่อปี จะต้องเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติเห็นชอบจากบอร์ด อสมท
โดยก่อนหน้านี้ สหภาพฯ ได้ออกแถลงการณ์ ถึงความกังวลและความคุ้มค่าในการซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกฯ ดังกล่าว เพื่อให้บอร์ด อสมท ชี้แจ้งโดยมีข้อสังเกต 3 ประการ คือ 1. ตามสัญญาที่ ซีทีเอช ทำกับเจ้าของลิขสิทธิ์ มีข้อกำหนดที่จะต้องมีการถ่ายทอดสดทาง"ฟรีทีวี" นอกเหนือระบบเพย์ทีวี และก่อนที่จะเจรจากับอสมท ทางซีทีเอช ได้เจรจากับฟรีทีวี ช่องอื่นมาก่อน แต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะราคาลิขสิทธิ์ที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นสหภาพฯ ตั้งข้อสังเกต เหตุใด อสมท จึงต้องรับมาถ่ายทอดสดและไม่มีการต่อรองราคา
ประการที่ 2. สัญญาที่ อสมท จะทำกับ ซีทีเอช ครอบคลุมระยะเวลาถึง 3 ปี แต่ในขณะนี้ จากการยืนยันของฝ่ายบริหาร ระบุว่าการขายโฆษณาครอบคลุมค่าใช้จ่าย และจะมีกำไรใน "ปีแรก" เท่านั้น แต่สำหรับในอีก 2 ปีจากนี้ ยังไม่มีรูปธรรมใดๆ ในการทำตลาด และ 3. เม็ดเงินที่หน่วยงาน หรือบริษัทเอกชน จะนำมาสนับสนุน อสมท กับกิจกรรมถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นเม็ดเงินก้อนใหม่จริงหรือไม่ หรือเป็นการโยกเม็ดเงินจากเดิมที่หน่วยงานหรือ บริษัทต่างๆ จะนำมาสนับสนุนกิจกรรมอื่นของ อสมท อยู่แล้ว ทั้งนี้ ต้องการให้บอร์ด อสมท ชี้แจ้งข้อกังวลดังกล่าว ก่อนที่ทำสัญญากับซีทีเอช
ชง"วราเทพ"ตรวจสอบบอร์ด
ทั้งนี้ พนักงานและสหภาพฯ อสมท ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จนกว่าบอร์ดจะพิจารณาการซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกฯ ในวันนี้ หากบอร์ด เห็นชอบให้ซื้อพรีเมียร์ลีกฯ ในราคา 480 ล้านบาทในช่วง 3 ฤดูกาล โดยไม่มีการพิจารณาตามข้อสังเกตในแถลงการณ์ดังกล่าว สหภาพฯ จะเคลื่อนไหวโดยส่งหนังสือข้อสงสัยต่อการทำงานของบอร์ด อสมท ที่อาจสร้างความเสียหายให้ อสมท ไปยัง นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล อสมท ให้เข้ามาตรวจสอบการทำงานของ บอร์ด อสมท โดยทันที
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่าสหภาพฯ ไม่มีข้อสงสัยเรื่อง ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเห็นว่าเป็น คอนเทนท์ที่ดีระดับโลก เช่นเดียวกับที่ประธานบอร์ดแสดงความคิดเห็น แต่สหภาพฯ เห็นว่าค่าลิขสิทธิ์ที่ 160 ล้านบาทต่อปี เป็นราคาที่สูงเกินไป บอร์ด อสมท ควรมีการเจรจาต่อรอง เพราะ ซีทีเอช ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่พรีเมียร์ลีก กำหนดให้มีการถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี อยู่แล้ว ซึ่งช่อง 3 และช่อง 7 ได้ปฏิเสธการซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าว เนื่องจากมีราคาสูง ตัวเลือกจึงอยู่ที่ช่อง 9 และช่อง 11 ดังนั้นช่อง 9 จึงมีโอกาสในการต่อรองราคาได้
อีกทั้งต้องการให้ บอร์ด อสมท และซีทีเอช ทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ "รายปี" เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกมัดต้นทุนกับ อสมท รวมทั้งหากช่อง 9 สามารถบริหารลิขสิทธิ์ในปีแรกได้มีกำไร ซีทีเอช สามารถเจรจาขายลิขสิทธิ์ในปีที่ 2 และ ปีที่3 กับฟรีทีวี ช่องอื่นๆ รวมทั้ง ช่อง 9 ได้เพิ่ม ซึ่งถือว่าส่งผลดีทั้ง 2 ฝ่าย จึงต้องการให้บอร์ด อสมท มีการพิจารณาการซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกฯ อย่างรอบคอบอีกครั้ง
เอเยนซี่ชี้ราคาสูง-เสี่ยงขาดทุน
ด้านแหล่งข่าวจาก มีเดีย เอเยนซี่ เปิดเผยว่าหากพิจารณามูลค่าการซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกฯ 3 ฤดูกาล ที่ 480 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 160 ล้านบาท จำนวน 17 แมทช์ เท่ากับการแข่งขัน 1 แมทช์ มีต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 9.4 ล้านบาท หากรวมค่าบริหารจัดการและการผลิต คาดว่าจะมีต้นทุนเฉลี่ยแมทช์ละ 10 ล้านบาท ขณะที่การโฆษณาหลักๆ จะอยู่ในช่วงพักครึ่งการแข่งขัน โดยสถานีอาจทำรายการวิเคราะห์ก่อนเกมและหลังเกมการแข่งขันเพื่อขยายเวลานาทีโฆษณาต่อแมทช์เพิ่มขึ้น แต่การแข่งขัน 1 แมทช์ จะมีระยะเวลาโฆษณาไม่เกิน 20 นาที
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากราคาต้นทุนค่าและระยะเวลาโฆษณา ช่อง9 จะต้องขายสปอตโฆษณาที่นาทีละ 5 แสนบาท หากต้องการทำกำไรจากการบริหารลิขสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นราคาที่ "สูงมาก" หากเปรียบเทียบเรทติ้งช่อง โดยมีราคาเทียบเท่าโฆษณาไพรม์ไทม์ละครช่อง 3 และช่อง7ในปัจจุบัน ขณะที่เวลาถ่ายทอดสดการแข่งขันน่าจะอยู่ในช่วง 21.00-23.00 น. ซึ่งต้องแข่งขันแย่งผู้ชมกับละคร ทั้งนี้ ยังต้องวิเคราะห์ความนิยมของทีม ที่ช่อง 9 จะได้รับมาถ่ายทอดสดด้วย หากเป็นทีมไม่ดัง จำนวนผู้ชมที่เป็น "กลุ่มคอบอล" เฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว จะยิ่งลดลงไปอีก
จากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว เชื่อว่าเอเยนซี่ และแบรนด์ต่างๆ จะ "ไม่สนใจ" ซื้อแพ็คเกจ หรือสปอตโฆษณา พรีเมียร์ลีกฯ ทางฟรีทีวี ช่อง 9 เนื่องจากมีราคาสูง และไม่คุ้มค่ากับการใช้งบโฆษณาเพื่อเข้าถึงฐานผู้ชม ดังนั้นหาก อสมท เสนอแพ็คเกจราคาในอัตราสูง เนื่องจากราคาค่าลิขสิทธิ์สูง มีโอกาสที่จะขายแพ็คเกจโฆษณาไม่ได้ตามเป้าหมาย และเสี่ยง "ขาดทุน" จากการบริหารลิขสิทธิ์รายการพรีเมียร์ลีกฯ ได้
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งช่อง 3 และช่อง 7 ซึ่งเป็นช่องที่มีรายการ ที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ อยู่แล้ว ไม่น่าจะสนใจการแข่งขันพรีเมียร์ลีกฯ หากมีราคาสูง เพราะเมื่อเทียบกับรูปแบบการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกฯ ของทรูวิชั่นส์ ก่อนหน้านี้ เป็นการแบ่งเวลาขายโฆษณาร่วมกัน (time sharing) ระหว่างฟรีทีวีและทรูฯ ทำให้สถานีฟรีทีวีไม่มีต้นทุนจ่ายค่าลิขสิทธิ์ เหมือนรูปแบบที่ซีทีเอช เสนอขายพรีเมียร์ลีกฯ ให้ฟรีทีวี ในขณะนี้






