หญิงเก่งแห่งธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชั้นเชิงการตลาดและปั้นแบรนด์ไม่เป็นรองใคร การบริหารเงินก็จัดการได้ลงตัว
ตอนนี้ได้กำไรจากหุ้น 100% เราก็อาจจะพอ มีวินัย กำไรเท่านี้ก็เท่านี้ พอใจแล้วเราก็เลิก ได้กำไรแล้วต้องหยุด เพราะเคยเหมือนกัน ได้กำไรแล้วเพลินไม่ขาย พอเราจะขายดันทะลึ่งตก ขายไม่ได้อีก
เธอเป็นหญิงเก่งแห่งธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่น่าจับตามองเลยทีเดียว เรากำลังพูดถึง "ศลิษา หาญพานิช" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์การตลาดและแบรนด์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในชั้นเชิงการวางกลยุทธ์การตลาดและการปั้นแบรนด์นั้นต้องยอมรับว่าเธอไม่เป็นรองใครแน่นอน แต่ในเรื่องของการบริหารเงินนั้น ศลิษาก็ถือว่าจัดการได้อย่างลงตัว
ศลิษาบอกว่า ทำ"เรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย" นั้น เป็นธีมจัดการเงินทองของเธอ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออม ลงทุน ใช้จ่าย หรือจัดการความเสี่ยง ทุกอย่างจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากหรือซับซ้อน
ว่ากันด้วยเรื่องลงทุน ก็ต้องบอกว่าศลิษานั้น เป็นนักลงทุนตัวจริงเสียจริงคนหนึ่งเลยทีเดียว ทุกวันนี้เธอยึดหลัก"กระจายความเสี่ยง"ด้วยการ"กระจายการลงทุน" ไปในสินทรัพย์หลายประเภทและหลายช่องทาง
ถ้าไล่เรียงจากความชอบ ก็คงต้องเริ่มจากอสังหาริมทรัพย์ ที่เธอออกตัวว่าถูกจริตและชอบที่สุด จึงจัดสรรเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนเยอะที่สุด ทุกวันนี้มีทั้งซื้อเพื่อปล่อยเช่าและไว้เพื่อปล่อยขายในอนาคตเมื่อราคาสูงขึ้น ซึ่งจากที่ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานั้น ต้องบอกว่า ทุกอย่างจะง่ายขึ้น ถ้าทำเลดี
"ก็จะซื้อเมื่อโอกาสมา ทุกวันนี้มีรายได้ทุกเดือนจากคอนโดที่ลงทุน นอกจากคอนโด ถ้าเป็นอสังหาฯอีกส่วนหนึ่งคือซื้อที่คาดว่าอนาคตจะได้รีเทิร์นสูง เช่น ที่ดิน ที่ผ่านมาโดยมากคอนโดก็ซื้อมาแล้วปล่อยเช่า เคยทดลองด้วยการซื้อไกลหน่อย แต่ราคาถูก กับซื้อย่านใจกลางเมืองแต่ราคาแพง พบว่าในเมืองดีกว่า ราคาสูงแต่จะปล่อยเช่าได้นานกว่าและง่ายกว่า จะขายก็ขายง่ายกว่า ส่วนพวกชานเมืองจะเจอปัญหาคือรายได้เก็บยาก เลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าแพงแต่มีอนาคตก็น่าลงทุน ดีที่สุดคือซื้อคอนโดที่อยู่กลางเมือง ทำเลดี ความจริงคนที่เขาลงทุนแบบดูทำเลละเอียดมากๆ เขาจะดูว่าถ้าเกินซอยสุขุมวิท 55 จะไม่เอา หรือบางคนดูซอยเลขคี่เลขคู่ เลขคี่มีซอยทะลุถึงกันดีกว่าเลขคู่"
ศลิษาบอกว่า คิดจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องทำการบ้านเยอะ และต้องคอยดูจังหวะอยู่ตลอดเวลาว่าน่าลงทุนหรือไม่ยิ่งถ้าเป็นคอนโดปล่อยเช่า นอกจากทำเลที่จะเลือกซื้อแล้ว ต้องดูด้วยว่าใครจะมาเช่า เพราะโดยมากพวกญี่ปุ่นเขาก็จะอยู่ในแหล่งของเขา ดังนั้น เรื่องนี้จึงตัดปัญหาด้วยการให้โบรกเกอร์ช่วยดูให้เพราะโบรกเกอร์จะช่วยทำการบ้านแทนให้เสร็จ แต่เราเองก็ต้องดูด้วย
"ผ่านโบรกเกอร์ก็ดี เพราะเขาจะมีลิสต์ไว้ให้เลย ทำให้ปล่อยเช่าได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาถือว่าค่อนข้างพอใจกับผลตอบแทนนะ ถ้าได้ 8-10% ก็ถือว่าโอเค ถ้าเทียบกับฝากเงินไว้กับแบงก์ก็ได้น้อยกว่าแน่นอน และถ้าอนาคตมีจังหวะปล่อยขาย เราก็ได้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นอีก ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดี"
ไม่ใช่แค่อสังหาริมทรัพย์ในประเทศเท่านั้น แต่เธอยังลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย โดยถ้าสำรวจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศต่างๆ เธอบอกว่า ตอนนี้การเติบโตสูงที่สุดคืออินโดนีเซีย เพราะรัฐบาลเขาค่อนข้างมีเสถียรภาพ แต่ต้องลงทุนผ่านฟันด์ที่เป็นของสถาบันการเงินในสิงคโปร์
ศลิษายังมี "แหล่งพักเงิน" ที่บางครั้งอาจจะรอจังหวะการลงทุนตามช่องทางต่างๆ ก็เอามาพักใน "แหล่งเงินอุ่น"ซึ่งก็จะเป็นพวกฝากแบงก์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงแต่จำกัดจำนวนการถอนแต่ละเดือน ได้ดอกเบี้ยประมาณ 2-3% แต่ก็มีสภาพคล่องดี
สไตล์การลงทุนของศลิษาจะเป็นลักษณะการดูจังหวะ และโยกย้ายเงินไปลงทุนตามช่องทางต่างๆ ตามสถานการณ์และโอกาส แต่ก็จะมีเงินเย็นส่วนหนึ่งที่ไม่แตะเลยประมาณ 10% ลงทุนเอาไว้ในพันธบัตรรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่ลงผ่านกองทุนรวม ซึ่งทุกวันนี้เลือกกองประหยัดภาษีก่อนเป็นอย่างแรก และมีกองทุนเอฟไฟเอฟบ้าง บางจังหวะก็ลงทุนในตลาดเกิดใหม่
อีกสังเวียนหนึ่งที่ผ่านมาแล้วเหมือนกันคือ ทองคำ ศลิษาเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอก็ลงทุนในทองคำเยอะ แต่ในจุดที่ราคาทองขยับขึ้นมาเกือบ 2 หมื่นบาทเธอจึงตัดสินใจขาย เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ดีมานด์จริงและราคาก็ดูเหมือนจะไกลเกินจริง
" ตอนที่ขายทองกำลังขึ้นเลย แต่เรารู้สึกชักผิดปกติ ทำไมมีแต่ภาพบวกไม่มีภาพลบเลย และตอนนั้นก็รู้สึกพอใจในผลตอบแทนแล้วด้วย ก็เลยเทขายหมดเลย อาจจะเป็นคนที่ทำอะไรสวนทางกับชาวบ้านบ้าง เช่นอะไรที่เขาฮิต เราก็จะเริ่มสงสัย เหมือนตอนหุ้นขึ้น เราคิดว่ามันแรงไป อาจจะปรับลง ก็จะไม่แห่ตามคนอื่น และไม่แตะเลย เพราะรู้สึกว่าตอนนี้เริ่มเร็วมากแค่ไม่กี่เดือนเพิ่ม 100% "
จะเห็นว่า พอร์ตการลงทุนของศลิษานั้น กระจายไปอยู่ในหลายช่องทางมาก ตามสูตร"กระจายความเสี่ยง"ของเธอนั่นเอง เธอบอกว่าทุกวันนี้ หุ้นคือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีที่สุด แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงก็สูงตาไปด้วย โดยจะมีการปรับพอร์ตตามความเหมาะสม
"เช่นว่าตอนนี้ได้กำไรจากหุ้น 100% เราก็อาจจะพอ มีวินัย กำไรเท่านี้ก็เท่านี้ เราพอใจแล้วเราก็เลิก ได้กำไรแล้วต้องหยุด เพราะเคยเหมือนกัน ได้กำไรแล้วเพลินไม่ขาย พอเราจะขายดันทะลึ่งตก ขายไม่ได้อีก ปกติแต่ละปี ก็มีตั้งเป้าไว้เหมือนกันว่าอสังหาริมทรัพย์ควรจะได้ผลตอบแทนประมาณ 8% หุ้นนี่อย่างน้อยต้องได้ 15% พอเฉลี่ยออกมาแล้วก็จะได้ 5-10% เท่านี้เราก็พอใจแล้ว"
กว่าจะเดินมาถึงจุดที่ทำให้เรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย และหาจุดพอดีให้ตัวเองเจอ ศลิษาบอกว่าเธอเองก็ผ่านเรื่องผิดพลาดทางการเงินมาไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เป็นต้นว่าเรื่องที่เคยลงทุนอสังหาริมทรัพย์แถวชานเมือง ปีหนึ่งยังได้เงินไม่พอค่าส่วนกลางเลย เพราะปีหนึ่งมีคนเช่าเดือนเดียว หรืออย่างคอนโด 5 ห้องแถวจอมเทียนพัทยาที่ซื้อตามญาติ ติดประกาศขายนานมากก็ยังขายไม่ได้ เพราะที่นั่นห้องให้เช่าเยอะมาก
"อีกเรื่องหนึ่งก็คงหุ้นนี่แหละ ตอนที่หุ้นขึ้นไป 1700 แต่ก็ขายไม่ทัน ขาดทุนเยอะอย่างน้อย 60-70% เรียกว่า ขาดทุนกระจาย ตอนนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เรารู้แล้วว่าหุ้นแบบไหนที่ไม่เหมาะกับเรา หุ้นร้อนไม่แตะ หุ้นผีบอกไม่เอา ต่อไปนี้เราต้องหนักแน่น ใครบอกไม่เอาเลย จะมุ่งมั่นกับแวลู สต็อกต่อไป เพราะเราไม่มีเวลา เพื่อนแนะให้ซื้อเดย์เทรด แต่พอเห็นหุ้นเขาแล้วก็คิดว่าไม่เอาดีกว่า ต้องนอนเฝ้าเลย คิดว่ากลับมาสายวีไอดีกว่า "
ศลิษาบอกว่าวิธีลงทุนให้ชนะตลาดของเธอคือทุกการลงทุนแล้วหาจุดที่พอใจและแฮปปี้ได้ก็จบ ไม่ให้ความโลภนำหน้า ไม่ต้องขายหรือได้ผลตอบแทนดีที่สุด ถ้าเท่านี้พอแล้ว ต่อไปตลาดต่อไปจะเป็นยังไงไม่ต้องมองแล้ว
เธอยังมองอนาคตว่า จะทำงานต่อไปถ้ายังมีประโยชน์ในสังคม ซึ่งเธอคำนวณคร่าวๆ ว่าถ้าเงินฝากซัก 30-40 ล้าน ปีหนึ่งผลตอบแทน 3-4% ก็ได้เดือนละแสน ปีละล้านสอง แค่นี้พอแล้ว คิดว่าน่าจะอยู่ได้ เที่ยวได้ ทำบุญได้
"คิดว่าถึงมีเงินเยอะมาก เราก็ใช้ไม่หมด ใช้ไม่ได้เกินกว่านี้ แก่แล้วอาจจะใช้น้อยลงด้วยซ้ำ ก็เลยคิดว่า เราแบ่งบางส่วนให้คนอื่นบ้างดีกว่า" มุมมองของแบงเกอร์คนเก่ง ที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องเงินไม่ต้องคิดให้ซับซ้อนมากก็ได้ แค่หาจุดพอใจของตัวเองให้เจอ แล้วเรื่องเงินจะเป็นเรื่องง่ายไปเอง






