วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Media Sector

ประชาพิจารณ์ “ทีวีดิจิทัล” เอกชนยังคงต้องการความชัดเจนโครงข่าย

ประเด็นข่าว


กสทช. เปิดรับฟังความเห็นประมูล “ทีวีดิจิทัล” วานนี้ โดยมีผู้ประกอบการในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ผู้ผลิตรายการ (Content Provider) ช่องทีวีดาวเทียม และ กิจการโทรคมนาคม เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นก่อนที่จะนำร่างประกาศเสนอคณะกรรมการ กสท. และ กสทช. เห็นชอบต่อไป คาดว่าจะประกาศเกณฑ์การให้บริการทีวีดิจิตัลในราชกิจจานุเบกษาในเดือน ก.ค. โดยจะเปิดให้เอกชนซื้อซองประมูล ในเดือน ส.ค. และกำหนดการประมูลในเดือน ก.ย. – ต.ค.


ห้ามเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหลังประมูล พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธาน กสท. ระบุในที่ประชุมวานนี้ว่าเอกชนที่ชนะการประมูล และได้รับใบอนุญาต จะต้องห้ามเปลี่ยนเจ้าของหรือขายธุรกิจ หรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่


เอกชนต้องการความชัดเจนของการให้บริการโครงข่าย เนื่องจากมีความสำคัญต่อการพิจารณาโอกาสในการทำธุรกิจทีวีดิจิตัลมาก โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่ายที่จะมีผลต่อการกำหนดราคาเข้าประมูล รวมถึงคุณภาพโครงข่ายที่จะมีผลต่อโอกาสในการประสบความสำเร็จของทีวีดิจิทัล ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่าผู้ได้รับใบอนุญาตโครงข่าย 4 ราย ได้เสนอราคาค่าบริการโครงข่ายเบื้องต้น ช่อง SD ค่าบริการ 4 – 6 ล้านบาท/เดือน และช่อง HD ค่าบริการ 9 – 15 ล้านบาท/เดือน


ผลกระทบ


“ทีวีดิจิทัล” เดินหน้าตามแผน แต่ต้องรอความชัดเจน เรามองว่ามีโอกาสที่ กสทช. จะสามารถจัดประมูลช่อง “ทีวีดิจิทัล” ประเภทบริการทางธุรกิจ 24 ช่อง ได้ตามแผนในเดือน ก.ย. – ต.ค. อย่างไรก็ตาม เรายังมองว่ายังคงมีรายละเอียดที่ต้องติดตาม เช่น ความชัดเจนของแผนการวางโครงข่ายของผู้ให้บริการโครงข่าย อัตราค่าบริการโครงข่าย และความชัดเจนของเกณฑ์ Must Carry ที่จะมีผลต่ออัตราการเข้าถึงครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินโอกาสทางธุรกิจของ “ทีวีดิจิทัล” ของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมประมูล


คำแนะนำ


ยังคงให้น้ำหนักการลงทุน “Overweight” เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่ม MEDIA หลายตัวที่เราศึกษาได้ปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดก่อนหน้านี้ ทำให้ราคาหุ้นมี Upside Gain น่าสนใจขณะที่ความคืบหน้าของ “ทีวีดิจิทัล” จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ ได้แก่ ผู้ที่มีความสามารถในการผลิต Content ที่ได้รับความนิยม เช่น BEC, WORK, GRAMMY และ RS และผู้ให้บริการโครงข่ายอย่าง MCOT อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นที่ภาวะตลาดหุ้นยังคงมีความเปราะบาง เราเลือก BEC (“ซื้อ” 73.20 บาท) และ MAJOR (“ซื้อ” 24.60 บาท) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มจากแนวโน้มการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลประกอบการงวด 2Q56