วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อังค์ถัดคาดเอฟดีไอโลกปีนี้$1.45ล้านล้าน

อังค์ถัดคาดเม็ดเงินเอฟดีไอทั่วโลกปีนี้ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้ตัวเลขลงทุนทั่วโลกปีก่อนจีนได้เอฟดีไอมากสุดในเอเชีย

วานนี้ (26 มิ.ย.) นายวัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ รองผู้อำนวยการวิชาการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา หรือ ITD ได้ร่วมกับ นายบรูโน คาสเซลลา เจ้าหน้าที่กิจการเศรษฐกิจที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด ร่วมกันให้ข้อมูลถึงแนวโน้มกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment :FDI) หรือ เอฟดีไอของโลกในปี 2556 จะอยู่ที่ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงปี 2555 ที่ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ลดลงจากปี 2554 ประมาณ 18%

ส่วนปี 2557 อังค์ถัดคาดว่าตัวเลขเอฟดีไอ จะเพิ่มเป็น 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ปี 2558 โดยประเมินการฟื้นตัวจากนี้ไปจะใช้เวลามากกว่าที่เคยคาด เนื่องจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน

ในรายงานการลงทุนโลก (World Investment Report : WIR) ปี 2555 ซึ่งนำเสนอโดย นายคาสเซลลา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอังค์ถัด ระบุว่า ตัวเลขเอฟดีไอในปี 2555 ได้ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3.26 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลง 5% จากปีก่อนหน้า

เขาจำแนกรายภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี เอฟดีไอ ลดลง 5% เกิดจากการลดลงของ เอฟดีไอ ในประเทศที่เป็นผู้รับเงินหลักๆ ในภูมิภาค ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งในรูปแบบควบรวมกิจการข้ามประเทศ และการลงทุนในโครงการใหม่ๆ โดยมูลค่าควบรวมกิจการปี 2555 ลดลง 37% เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และมูลค่าการลงทุนในโครงการใหม่ ลดลง 28%

จีนได้เอฟดีไอมากสุด

รายงานอังค์ถัด ระบุว่า จีนยังเป็นประเทศที่ได้รับ เอฟดีไอ สูงสุดในภูมิภาค และในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมีมูลค่าเอฟดีไอถึง 121 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 2% จากปีก่อนเท่านั้น แม้ที่ผ่านมาการลงทุนภาคการผลิตของจีนได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนผลิตที่เพิ่มขึ้น ตลาดส่งออกที่เศรษฐกิจอ่อนแอ และการย้ายฐานผลิตของบรรษัทข้ามชาติไปยังประเทศที่รายได้ต่ำกว่า

อังค์ถัด เห็นว่าการย้ายฐานการผลิตมากขึ้นต่อเนื่องในสาขาที่ใช้แรงงานเป็นหลัก กลับทำให้ภาคผลิตโดยรวมของจีนยกระดับการพัฒนาได้สูงขึ้น จากการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีเป้าหมายสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ จำนวนศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ลงทุนโดยบริษัทจากต่างประเทศยังเพิ่มขึ้นเป็น 1,800 แห่งในปี 2555 สะท้อนได้ว่า เอฟดีไอ ช่วยให้จีนมีส่วนร่วมในกิจกรรมห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มของโลกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ฮ่องกงเป็นประเทศที่ได้รับ เอฟดีไอ สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมูลค่าลงทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ลดลง 22% จากปีก่อนหน้า ส่วนประเทศเกาหลีใต้ ได้รีบเอฟดีไอเป็นอันดับ 3 มีมูลค่า 10 พันล้านดอลลาร์ลดลง 3% และไต้หวัน เป็นลำดับที่ 5 เอฟดีไอเพิ่มขึ้นเป็น 3 พันล้านดอลลาร์ จากปีที่แล้วติดลบ 2 พันล้านดอลลาร์

เอฟดีไอไทยเพิ่มขึ้น 10.6%

ส่วนกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้รับเอฟดีไอ เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินลงทุนจำนวนมากที่ไหลเข้าไปในสิงคโปร์ ซึ่งมีปริมาณ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 1.3% ส่วนไทยยังดึงดูด เอฟดีไอ ในโครงการใหม่ๆ ได้เพิ่มจากปี 2555 โดยมากอยู่ในอุตฯยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เห็นได้จากผู้ผลิตรถยนต์บางราย โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติของญี่ปุ่นยกระดับการผลิตและขยายการผลิตในไทยมากขึ้น

"การลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น 10.6% ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในภาคอุตฯ ยานยนต์และอุตฯเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่นักลงทุนไทยก็ออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น 44.9% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 11,000 ล้านดอลลาร์ จาก 8,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่ลงทุนในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว เนื่องจากมีค่าแรงงานที่ต่ำ ส่วนใหญ่เป็นอุตฯเบา เช่น อาหาร และเกษตร และสิ่งทอ" นายวัชรัศมิ์ กล่าว

ขณะที่ บรรษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นและทั่วโลกต่างก็เพิ่มการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น เนื่องจากการรวมตัวของเศรษฐกิจของภูมิภาค และแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะเติบโตจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประกอบกับโอกาสจากลากเกิดใหม่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำ

การออกไปลงทุนในต่างประเทศของภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2555 มีปริมาณทั้งสิ้น 275 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1% ต่างจากมูลค่ารวม เอฟดีไอ รวมของโลกที่ลดลงอย่างมาก โดยในเอเชีย จีนยังคงออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงสุดในปี 2555 มีปริมาณทั้งสิ้น 84 พันล้านดอลลาร์ ทำให้จีนเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญอันดับ 3 ของโลก ส่วนไต้หวันออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มคิดเป็น 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เกาหลีใต้ออกไปลงทุน 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14%โดยมากเป็นการออกไปลงทุนในอุตฯอิเล็กทรอนิกส์

สิงคโปร์ลงทุนนอกลดลง

ในกลุ่มอาเซียน เอฟดีไอ ที่ออกไปลงทุนเพิ่มขึ้น 3% โดยสิงคโปร์เป็นประเทศหลักที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ปีนี้ออกไปลงทุนลดลง 12% เหลือ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ มาเลเซียยังมีปริมาณ เอฟดีไอ ออกไปลงทุนเพิ่มขึ้น 12% เป็น 17 พันล้านดอลลาร์ ส่วน เอฟดีไอ จากไทยที่ออกไปลงทุนนั้น ก็เพิ่มขึ้นมากถึง 45% เป็น 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภูมิภาค

ในรายงานฉบับนี้ยังได้แสดงให้เห็นความกังวลถึงปัจจัยลบต่างๆ เช่น ความอ่อนแอของโครงสร้างระบบการเงิน โอกาสที่เศรษฐกิจมหภาคจะตกต่ำ และความไม่แน่นอนในนโยบายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ก็อาจทำให้ เอฟดีไอ ลดลงไปอีก

ทางอังค์ถัด เสนอให้ภาครัฐใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่มูลค่าของโลกเพื่อยกระดับการพัฒนา เพราะปัจจุบันทิศทางการค้าของโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สินค้าที่ขายข้ามประเทศกันมีความซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่วัตถุดิบจนกระทั่งสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งปริมาณการค้าในห่วงโซ่อุทานทั่วโลกแม้จะมีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นการนำเข้าสินค้าและส่งออกเพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย โดยการนำเข้าและส่งออกวัตถุดิบทำให้เกิดการนำเข้าซ้ำ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28% ของการค้าทั่วโลก

การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานมีข้อดีคือ เมื่อมีการลงทุนจากต่างประเทศก็จะทำให้เกิดการจ้างงาน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นรวมถึงมีการถ่ายโอนเทคโนโลยี ส่วนข้อเสีย คือ เมื่อมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานแล้ว จะเกิดความเสี่ยงขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าของทุน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% เช่น การผลิตโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยประเทศผู้จ้างผลิต จะได้มูลค่าเพิ่มจากการขายมือถือเครื่องละ 400-500 ดอลลาร์ แต่ในขณะที่ผู้รับจ้างผลิตได้มูลค่าเพิ่มของสินค้าเพียงแค่ 5 ดอลลาร์เท่านั้น