ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์แนวโน้มสินเชื่อครึ่งหลังปี"56 ว่าอาจชะลอลงตามภาวะศก. ท่ามกลางการบริหารจัดการสภาพคล่องด้วยความระมัดระวัง
สรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ 2 ส่วน ส่วนแรกสภาพคล่องเดือนพ.ค.2556 ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นเดือนเม.ย. ดังจะเห็นได้จากอัตราส่วนสินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม ซึ่งปรับลดลงมาที่ระดับ 88.31% จาก ณ สิ้นเดือนเม.ย.ที่ 88.87% ตามการเพิ่มขึ้นของเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออก และเงินกู้ยืมที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ
ในส่วนที่สอง เป็นแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ที่มองว่าการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยคงขยายตัวได้ในอัตราที่ระมัดระวังมากขึ้น ตามโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง และน่าจะมีผลให้ความต้องการใช้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ลดลง ในทิศทางที่สอดคล้องกัน
โดยความไม่แน่นอนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะถัดไป คงทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ในการบริหารจัดการสภาพคล่อง เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น แม้ว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศจะไม่ใช่แหล่งระดมเงินทุนหลักของธนาคารพาณิชย์ไทย อีกทั้งสภาพคล่องของธนาคารในองค์รวมยังน่าจะเพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจหลักอย่างสินเชื่อก็ตาม
สินเชื่อ14แบงก์เริ่มชะลอตัว
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมข้อมูลสินเชื่อ เงินฝาก และสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง (เบื้องต้น) ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2556 เทียบกับสิ้นเดือนเม.ย. 2556 พร้อมประเมินแนวโน้มสภาพคล่องในระยะถัดไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้ สภาพคล่องเดือน พ.ค.2556 ผ่อนคลาย หลังมีการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ขณะที่สินเชื่อเติบโตชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนเม.ย.
โดยยอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิของ 14 ธนาคารพาณิชย์ไทย ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2556 มี 8.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.08 หมื่นล้านบาท จากยอดคงค้างที่ 8.81 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2556 (นำโดยการเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นหลัก) หรือเติบโต 12.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนเม.ย. 2556 ที่เติบโตได้12.47%
ทั้งนี้ ยอดเงินให้สินเชื่อในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินเชื่อในทุกภาคส่วน ทั้งความต้องการสินเชื่อของผู้ประกอบการและความต้องการสินเชื่อของรายย่อย อย่างไรก็ดี ความต้องการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ที่เป็นแรงหนุนหลักของสินเชื่อรายย่อยในช่วงที่ผ่านมา เริ่มสะท้อนภาพที่อ่อนแรงลงบ้างเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี จากการทยอยส่งมอบรถยนต์ตามยอดจองของโครงการรถยนต์คันแรกที่ใกล้เสร็จสิ้น
ด้านยอดเงินฝาก มี 9.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.18 แสนล้านบาท จากยอดคงค้างที่ 9.51 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2556 ขณะที่ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (ซึ่งมีตั๋วแลกเงินเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ) มี 8.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.65 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้า ทำให้เมื่อรวมเงินฝากกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมแล้ว พบว่ามีทั้งสิ้น 10.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.45 แสนล้านบาท จากระดับ 10.29 ล้านล้านบาท ในเดือนเม.ย.หรือเติบโตราว 13.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมนั้น เป็นผลจากการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไว้รองรับการเติบโตของสินเชื่อในอนาคต
สำหรับสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนพ.ค. 2556 ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของยอดเงินให้สินเชื่อ ดังสะท้อนให้เห็นผ่านอัตราส่วนสินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (Gross Loans to Deposits and Borrowings) ที่ปรับลดลงที่ระดับ 88.31% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2556 ซึ่งอยู่ที่ 88.87%
เช่นเดียวกับสินทรัพย์สภาพคล่องในงบดุลของธนาคารพาณิชย์ไทยตามความหมายกว้าง ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนเม.ย. โดย ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2556 สภาพคล่องดังกล่าวมี 2.76 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.49 หมื่นล้านบาท จาก ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2556 โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบสภาพคล่องด้านเงินลงทุนสุทธิในหลักทรัพย์ (รวมเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมสุทธิ) ขณะที่เงินลงทุนสุทธิในตลาดเงินระยะสั้นและเงินสดปรับลดลง
ทั้งนี้ หากไม่รวมเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมสุทธิแล้ว สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่ระดับ 2.62 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2556 เพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 2.58 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2556
รัฐใช้จ่ายบรรเทาผลกระทบ
เมื่อมองไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยอาจขยายตัวได้ในอัตราที่ระมัดระวังมากขึ้น สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการสินเชื่อของหลายธนาคารในช่วงที่ผ่านมา อันมีสาเหตุหลักมาจากโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงตามปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอุปสงค์ภายในประเทศ ที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น หลังจากมาตรการสนับสนุนต่างๆ ของทางการสิ้นสุดลง ผนวกกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีนและภูมิภาคอาเซียน ที่ส่งสัญญาณการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวคงมีผลกระทบต่อความต้องการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อในบางภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงส่งจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในช่วงท้ายปีงบประมาณ 2556 ต่อเนื่องถึงต้นปีงบประมาณ 2557 และการลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งน่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายปี 2556 ผนวกกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำแล้ว ก็น่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อในปี 2556 นี้ ให้สามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับ12.23% ของเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การเติบโตของสินเชื่อในอัตราที่ชะลอลงดังกล่าว คงส่งผลให้ความต้องการใช้สภาพคล่องโดยรวมของธนาคารพาณิชย์ จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2556 ลดลง ในทิศทางที่สอดคล้องกัน
อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะถัดไปความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในช่วงปลายปี 2556 ตามกรอบเวลาที่ระบุไว้หลังการประชุมครั้งล่าสุด และยุติมาตรการคิวอี ในช่วงกลางปี 2557 แล้ว คงทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยแต่ละแห่ง เพิ่มความระมัดระวังบริหารจัดการสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น แม้ว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศจะไม่ใช่แหล่งระดมเงินทุนหลักของธนาคารพาณิชย์ไทย
อีกทั้งสภาพคล่องของธนาคารในองค์รวมยังน่าจะเพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจหลักอย่างสินเชื่อ ท่ามกลางสภาพคล่องส่วนเกินของระบบการเงินไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง ดังสะท้อนได้จากยอดคงค้างพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 3.18 ล้านล้านบาท
ส่วนประเด็นทางเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คงได้แก่ สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และท่าทีของเฟดในการทยอยลดมาตรการคิวอี รวมถึงทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งผูกโยงกับความต่อเนื่องของการลงทุนจากภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคส่งออก เนื่องจากคงจะมีผลเกี่ยวโยงมาถึงการขยายตัวของสินเชื่อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงความต้องการระดมสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป






