ตลาดฯเผยกองทุนเตรียมซื้อหุ้นไทย ทำกำไรในช่วงตลาดผันผวน คาดดัชนีเหวี่ยง 300 จุด ตั้งแต่ระดับ 1,300-1,600 จุด ระบุเงินไหลเข้ากองทุน 5 หมื่นล.
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มุมมองของผู้จัดการกองทุน หรือนักลงทุนสถาบันไทย ให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะประเมินแนวโน้มภาวะตลาด จะมีความผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศ และการไหลเข้า-ออกของเงินทุนต่างชาติ จึงเป็นโอกาสในการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนที่ดี
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า นักลงทุนสถาบันไทยออกกองทุน เพื่อระดมเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิ.ย.นี้ สัปดาห์เดียว มีการระดมเม็ดเงินลงทุนถึง 5 พันล้านบาท แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันยังเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยที่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน
"ในมุมมองของผู้จัดการกองทุน เห็นว่าในช่วงที่ตลาดผันผวน เป็นโอกาสในการลงทุน โดยมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะแกว่งตัวขึ้นลงตั้งแต่ระดับ 1300 -1600 จุด มีช่วงให้เทรดดิ้งได้ถึง 300 จุด ดังนั้นแม้นักลงทุนต่างชาติ จะขายหุ้นออก แต่ก็ไม่เชื่อว่าหุ้นจะลงอย่างเดียว เพราะเมื่อดัชนีลงก็มีแรงซื้อกลับ"
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในครึ่งปีหลังมองว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้วมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดหุ้นเอเชีย หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว จึงน่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นได้ดีแม้ระยะสั้นตลาดยังมีความผันผวนอยู่ก็ตาม ตลาดหุ้นเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียได้รับประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้ามากในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของเอเชียที่ไม่ได้ใหญ่มาก
ดังนั้นเมื่อนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียจึงทำให้ตลาดปรับตัวลงมากเช่นกัน การขายในรอบนี้มาจากความกังวลในเรื่องของสหรัฐจะหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นหลัก
แต่ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีอย่างที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) คาดไว้จริงก็น่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ซึ่งคงต้องติดตามดูตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงกลางไตรมาสที่ 3/56 ของสหรัฐอีกครั้ง โดยทางเฟดเองมีมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐดีและน่าจะมีแรงส่งต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ดีอยู่ และประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะโต 2.4% ในขณะที่ตลาดคาดไว้ 1.90% อัตราการว่างงานสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 7.25% ในขณะที่ตลาดคาดไว้ 7.50%
"เชื่อว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาในเอเชียในที่สุดแต่ขนาดของเงินที่จะไหลกลับคงไม่มากเท่าเดิมเพราะเงินที่มีอยู่ในระบบส่วนหนึ่งมาจากการกู้เงินในสหรัฐที่มีต้นทุนต่ำมาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเงินส่วนนี้ก็อาจจะหยุดไปบางส่วน และเงินต่างชาติส่วนหนึ่งก็น่าจะอยู่ในตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งอย่าลืมว่าตลาดเกิดใหม่ได้ผ่านจุดที่ดีที่สุดไปแล้ว หลังจากนี้ไปน่าจะเห็นเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่เริ่มชะลอตัวลง รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ออกมาต่ำกว่าหลายคนคาดการณ์ ในช่วง 5 เดือนแรกหุ้นตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียใต้ผลตอบแทนดีไม่แพ้ตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในระดับสูง แต่ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นพัฒนาแล้วน่าสนใจมากกว่า"
นายสุพงศ์วร ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงเกือบเดือนที่ผ่านมานั้นตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงจากความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อการหยุดมาตรการ QE ซึ่งล่าสุดก็ชัดเจนว่าจะมีการปรับลดวงเงินลงซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.56 นี้ โดยตลาดคาดว่าอาจจะเหลือ 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบอยู่และเงินเก่าก็ยังไม่ได้ดูดออกไปแต่ประการใด ตอนนี้ตลาดคงจับตาดูข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะออกมาตามที่เฟดคาดไว้หรือไม่ ถ้าออกมาไม่ดีเท่าคงไม่ดีแน่
แต่ถ้าออกมาดีตามคาดก็จะทำให้ตลาดมั่นใจและกล้ากลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง ดังนั้นในระยะสั้นอาจจะเห็นตลาดมีความผันผวนไปถึงกลางไตรมาสที่3/56 ได้เช่นกัน จนกว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะทยอยออกมา คาดว่าภายในเดือนนี้ยังภาพตลาดยังเป็นลบอยู่ และท้ายที่สุดเม็ดเงินที่ไหลกลับมาก็จะกลับมาแบบมีข้อจำกัดไม่ใช่แบบกลับมาหวือหวาเหมือนช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา
"หากเศรษฐกิจสหรัฐดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐก็น่าจะเป็นญี่ปุ่น เมื่อเยนต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นทำให้ส่งออกได้ดีขึ้น และตลาดหุ้นญี่ปุ่นเองก็ปรับตัวลงมาค่อนข้างมากก็เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ เพราะมีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับตัวขึ้นตามค่าเงินเยนที่จะอ่อนค่าลง โดยมองว่าสิ้นปีค่าเงินเยนน่าจะอยู่ที่ 105 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตลาดหุ้นไทยเองบริษัทคงเป้าดัชนีไว้ที่ 1,567 จุด ซึ่งถ้ามองจากระดับปัจจุบันก็ยังมีโอกาสในขาขึ้นอีกประมาณ 10% ก็ยังเป็นตลาดที่ลงทุนได้เช่นกัน"









