วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ซีพี'หนุนใช้เทคโนฯ-เปลี่ยนพันธุ์ลดต้นทุน

ซีพีหนุนทำการเกษตรกรเชื่อมโยงผู้ประกอบการผลิตสินค้าภายใต้ระบบ ODM แทนระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เปลี่ยนพันธุ์ลดต้นทุน

วานนี้(25มิ.ย.) เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) จัดเสวนา""เกษตรเพื่ออนาคตประเทศไทย" นาย สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารซีพี กล่าวว่า ที่ผ่านมาแต่ละประเทศจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมมากเกินไป ทำให้ด้านการเกษตรของรัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญลดลง จนถึงจุดที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาคการเกษตรกลับมีช่วยในการกู้วิกฤติ กลับคืนมาได้ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลหันมาสนใจมากขึ้น

หนุนใช้ระบบโอดีเอ็มทำการเกษตร

สำหรับไทยภาคการเกษตรต้องปรับปรุงใหม่ทั้งระบบ เกษตรกรต้องมีการลงทุนให้ได้พันธุ์ดี เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การอุดหนุนของภาครัฐมีได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่กำหนด การทำการเกษตรในอนาคต ต้องเชื่อมโยงกับเกษตรกรรายใหญ่ที่มีความพร้อม แต่ภายใต้ระบบ ODM หรือ การประสานความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออก จะเป็นฝ่ายแนะนำการใช้พันธุ์ การผลิตเพื่อให้ได้สเปคที่ต้องการ ปัจจุบันภาคเกษตรในประเทศที่พัฒนาแล้วมีการใช้ระบบนี้ ซึ่งดีกว่าระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เกษตรกรจะได้ประโยชน์ทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีใหม่ๆ

"การเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ใช่การยึดครอง แต่เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน วิธีการนี้จะดีกว่าระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ที่เกษตรกรเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต แต่การที่จะเอาระบบODM มาใช้สภาพพื้นที่เพาะปลูกต้องพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุน" นายสารสิน กล่าว

ความต้องการสินค้าสูงสวนทางพื้นที่ลด

จากความต้องการอาหารของโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สวนทางกับพื้นที่ภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลง หลายประเทศกังวลเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งผลให้กลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง มีเป้าหมายที่จะเข้าไปลงทุนภาคการเกษตรในประเทศต่างๆในส่วนของไทยเคยได้รับการติดต่อประสานงาน ลักษณะการขอเช่าที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรปลูกข้าวเป็นเวลา 7-8 ปี หวังผลกำไร 7-8% แต่หลังจากเข้ามาศึกษาทิศทางการลงทุน พบว่าภาคการเกษตรลงทุนให้เห็นผลได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี และได้ผลกำไร 2-3% ถือว่าน้อยมาก จึงเป็นไปได้ว่าการลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นในไทย

นายเอนก ศิลปพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานวิจัยและพัฒนา กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าการทำการเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรยังต้องพึ่งพาธรรมชาติ น้ำฝน และพันธุ์ ที่ใช้ให้ผลผลิตต่ำ เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไป การทำการการเกษตรจะยิ่งยุ่งยากขึ้น การทำการเกษตรเพื่อให้แข่งขันได้ในอนาคต เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนและยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการลงทุนด้านพันธุ์พืช

ระบุทั่วโลกทำอาชีพเกษตรลดลง

นายมนตรี คงตระกูลเทียน รองประธานกรรมการกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่าภาคการเกษตรทั่วโลกปัจจุบัน ประสบปัญหาเกษตรกรอายุมากเฉลี่ยอยู่ที่ 52-57 ปี ซึ่งมีจำนวนลดลงต่อเนื่องเพราะคนรุ่นใหม่ไม่สนใจเป็นทำอาชีพเกษตร ส่วนหนึ่งเพราะผลตอบแทนน้อยและมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก

โดยเมื่อปี 2537 สหรัฐมีเกษตรกรมีประมาณ 3.4% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนปี 2553 ลดลงเหลือ 1.6% ออสเตรเลียจาก 5% เหลือ 3.3% สหภาพยุโรปจาก 9% เหลือ 5% ญี่ปุ่นจาก 5.8 % เหลือ 3.7% จีนจาก 54.3 % เหลือ 36.7% ไทยจาก 56% เหลือ 38.2% อินโดนีเซียจาก 48% เหลือ 38.3% มาเลเซีย จาก 20 % เหลือ 13.3 % อินเดียจาก 60.5 % เหลือ 51.1 % และเวียดนามจาก 70% เหลือ 48 %

แนะพึ่งเทคโนฯแทนกำลังคน

ดังนั้นการทำการเกษตรจึงควรหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้านการเกษตรมากขึ้น ทั้งด้านพันธุ์และเครื่องจักร ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยลดต้นทุนการผลิต และใช้เวลาลดลง เช่น การทำนาปกติต้องใช้มากถึง 4 แรงงานต่อไร่ มีค่าใช้จ่ายมากถึงไร่ละ 1,200 บาท แต่การใช้เครื่องจักรจะลดต้นทุนด้านนี้ได้เหลือ 800 บาทต่อไร่เท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เกษตรกรจะต้องคิดและทบทวนและยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันเกษตรกรในต่างประเทศมีการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรมากขึ้น แต่ของไทยยังให้ความสนใจน้อยเนื่องจากส่วนใหญ่ยังเป็นรายย่อย พื้นที่การเกษตรแปลงเล็กจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้เครื่องจักร

สินค้าเกษตรที่ยังมีอนาคตสดใส คือข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่วนข้าวรัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวเฉพาะถิ่นมากขึ้น เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ เช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิ ส่วนข้าวขาวในอนาคตไทยหากไทยไม่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เขตที่เหมาะสนับสนุนปลูกข้าวขาวคือภาคกลาง