วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แผนการเงินฉบับอิ่มสุขของ'ณัฐพล จุฬางกูร'

ชายหนุ่มที่มีหน้าที่การงานล้นมือ ไม่เคยมีวินัยทางการเงิน แต่เพราะวิกฤติทำให้รู้ว่าอะไรก็ไม่แน่นอนและเงินมีค่า จึงทำให้เริ่มวางแผนการเงิน

วิกฤติทำให้รู้ว่าเงินมีค่า ยิ่งรับรู้สภาพเศรษฐกิจยิ่งเห็นคุณค่าเงิน ไม่มีใครรู้หรอกว่า ปี 40 จะเกิดวิกฤติ แต่ก็ดี เพราะมันทำให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร อย่างน้อยวิกฤติทำให้ผมรู้ว่าอะไรก็ไม่แน่นอนจุดนั้นแหละที่ทำให้ผมต้องเริ่มวางแผนการเงิน

หลายคนบอกว่าเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่มาแรงของยุคนี้ เรากำลังพูดถึง ณัฐพล จุฬางกูร ชายหนุ่มที่หน้าที่การงานล้นมือ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการบริหาร บริษัท ซัมมิท คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารสนามกอล์ฟซัมมิท วินด์มิลล์กอล์ฟคลับ, สนามกอล์ฟซัมมิท กรีนวัลเล่ย์ เชียงใหม่คันทรี คลับ , ซัมมิทวินด์มิลล์กอล์ฟเรสซิเดนซ์ , โรงเรียนนานาชาติ เบิร์คลีย์ ที่อยู่บนถนนบางนาตราด และโรงแรม Le Meridien ที่อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยางอะไหล่รถ ธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เรื่องมุมมองในขยับขยายธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับณัฐพลส่วนในเรื่องของเงินๆ ทองๆ นั้น ณัฐพลเล่าให้ฟังว่าถ้าย้อนไปดูตั้งแต่เด็ก ก่อนอายุ 17ปี เขาเป็นคนเก็บเงินไม่เก่ง มีแล้วใช้หมด ไม่มีวินัยทางการเงินเลย

"ตอนนั้นเราก็เด็กนะ คิดว่าเงินหมดเดี๋ยวแม่ก็ให้ ไม่รู้จักเก็บออม พี่น้อง 6 คน ผมแตกต่างกว่าคนอื่น ใช้เงินเยอะ คนอื่นจะเก็บอยู่ แต่ผมใช้จ่ายเยอะ เก็บเงินไม่อยู่ แต่พ่อแม่ก็ไม่ตามใจไปซะทุกเรื่องนะ แต่พอมาทำงานเองรู้เลย พอต้องหาเงินเอง เปลี่ยนเป็นอีกคน กลายเป็นเห็นคุณค่าของเงิน ผมว่าคนเราโตตามวัย มีความรับผิดชอบมากขึ้น เริ่มเห็นตัวเลขรายรับรายจ่าย กลายเป็นเห็นตัวเลขว่าถ้าเราซื้อของเยอะเอาไปลงทุนดีกว่า ตอนนี้ 30 กว่า กล้าบอกได้เลยว่ามีวินัยมาก"

ยิ่งชีวิตที่ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง ณัฐพลบอกว่าถือเป็นกำไรของชีวิต เขาบอกว่าได้บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งเยอะมาก จำได้ว่าตอนนั้นนอกจากออเดอร์ไม่เข้าแล้วเราต้องเลี้ยงคนเป็นหมื่น เราเห็นใจพนักงาน รู้ว่าทุกคนต้องใช้เงิน มีแต่รายจ่ายไม่มีรายได้ บางทีกู้ไปแล้วก็ต้องส่งดอกเบี้ย ในเวลาเดียวกันต้องคอยปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงินด้วยสิ่งที่เจอในวันนั้นทำให้รู้ว่าวันนี้เราควรทำยังไง ไม่ใช่ว่ามองกันปีสองปี แต่มองเป็นสิบปี วางแผนระยะยาวดีกว่าและจุดนั้นเองทำให้เขาเรียนรู้เรื่องการวางแผนการเงินที่รัดกุมมากขึ้น

"วิกฤติทำให้รู้ว่าเงินมีค่า ยิ่งรับรู้สภาพเศรษฐกิจยิ่งเห็นคุณค่าเงิน ไม่มีใครรู้หรอกว่า ปี 40 จะเกิดวิกฤติ แต่ก็ดี เพราะมันทำให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจเป็นยังไงอย่างน้อยวิกฤติทำให้ผมรู้ว่า อะไรก็ไม่แน่นอน จุดนั้นแหละที่ทำให้ผมต้องเริ่มวางแผนการเงิน เพราะอนาคตเป็นสิ่งคาดหวังไม่ได้ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจโลก ใครจะคิดว่าญี่ปุ่นประกาศภาวะถดถอย ดังนั้น เราต้องมีการจัดการที่ดี วางแผนดี ยิ่งเราเป็นต้นไม้ใหญ่ ถ้าล้ม เราล้มดังดังนั้นชีวิตและธุรกิจต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท"

หากมองภาพใหญ่ในเชิงธุรกิจ ณัฐพลบอกว่า เรื่องเงินทอง เป็นเรื่องสำคัญทางธุรกิจ แต่หากมองในภาพเล็กในชีวิตส่วนตัวเงินทองก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน หากเราวางแผนและวางเป้าหมายไม่ดี ก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน ดังนั้น เราต้องวางเป้าหมายทุกอย่างและวางแผนระยะยาวอย่างรัดกุม

"ผมอยากจะยกตัวอย่างว่า ก่อนจะทำธุรกิจสนามกอล์ฟ ผมก็ต้องทำการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบว่าเป็นธุรกิจที่ดี ต่อให้เกิดวิกฤติยอดอาจจะตกไป 30% แต่คนจะคำนึงถึงสุขภาพ ดังนั้นจะไม่กระทบมากนัก"

ณัฐพลเล่าถึงการวางแผนการเงินส่วนตัวของเขาว่าทุกวันนี้สูตรที่เขาใช้คือแบ่งเป็นลงทุน 30% ออม 30% อีก 20% เป็นการใช้จ่ายและให้รางวัลตัวเอง และสุดท้าย 20% เป็นเงินบริจาค ซึ่งทุกวันนี้คิดว่าเป็นสัดส่วนที่ดีและลงตัวแล้ว

เขาขยายความให้ฟังถึง 30% แรกที่ลงทุนว่า ขาดไม่ได้คือการกระจายความเสี่ยง โดยหากแยกประเภทสินทรัพย์ก็ต้องบอกว่าลงทุนในหุ้นเยอะที่สุด อันดับสอง ที่ดิน ถัดมาเป็นอพาร์ตเมนต์ และสุดท้ายคือ กองทุนรวม โดยการลงทุนในตลาดหุ้นของเขานั้น ยึดหลักว่าต้องเป็นหุ้นพื้นฐานดีและลงทุนระยะยาว ไม่มีเก็งกำไรสั้นๆ

"ผมมีธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบเยอะมาก ไม่สามารถมานั่งมอนิเตอร์กับจอหุ้นได้ มันเครียด ยิ่งเครียดยิ่งปวดหัว เราไม่รู้อีก 3 วันหุ้นจะเป็นยังไง ผมเองคิดว่าสายป่านยาวพอสมควร ผมก็ใช้เงินเย็นลงทุน ต่อให้ตกผมก็เฉย หุ้นตกเรารอได้ ถ้าเงินร้อนเราจะเหนื่อย"

ณัฐพลบอกว่าการลงทุนระยะยาวทำให้เงินลงทุนงอกเงยขึ้น ทำให้พอร์ตมั่งคั่งขึ้น เขาจึงเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาวเสมอ

สำหรับการลงทุนในที่ดินนั้น เขาบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากแม่ของเขานั่นเอง ที่ชอบชวนไปดูที่ดินในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ทำให้เขากลายเป็นนักสะสมที่ดินตามไปด้วย แต่เขาบอกว่าทุกวันนี้ซื้อที่ดินเพื่อต่อยอดธุรกิจ เพราะมองว่าที่ดินเป็นของที่มีจำกัดทำให้นับวันราคามีแต่ขยับขึ้น

"ทุกวันนี้ ถ้ามีเวลาก็ไปดูที่ดินเสาร์อาทิตย์กับแม่ซึ่งถ้าเรื่องที่ดิน ที่ติดวัดผมไม่เอา ฮวงจุ้ยก็สำคัญ ที่ดินต้องอยู่ที่เมืองท่องเที่ยว เอ่ยชื่อขึ้นมาแล้วต้องคนต้องรู้ เราสร้างเพื่อต่อยอดจริงๆ ถ้ายกตัวอย่างว่าที่ดินสนามกอล์ฟริมบางนา-ตราด มีทางออกเข้าหลายทาง สะดวกติดถนนใหญ่เรื่องทำเลสำคัญมาก ถ้าทำเลดี เราแทบไม่ต้องทำการตลาด ลงทุนอาจจะสูงหน่อย ซื้อแพง แต่มีอนาคต"

ณัฐพลยังเล่าถึงการลงทุนอีกแขนงหนึ่งของเขาคือกองทุนรวมทุกวันนี้ลงทุนทั้งกองทุนประหยัดภาษี กองตราสารหนี้ กองอสังหาริมทรัพย์

"ผมชอบที่มีมืออาชีพบริหารจริงๆ ความเสี่ยงน้อยอย่างหุ้นความเสี่ยงสูงแต่ถ้ามีมืออาชีพบริหารเราจะเสี่ยงน้อยลง ทองตอนนี้ผมไม่มีเลย ซื้อเก็บแล้วมาขาย ไม่ได้ลงทุนจริงจังส่วนพวกอพาร์ตเมนต์ง่ายมาก เพราะซื้อมาแล้วปล่อยเช่า กู้เงินแบงก์มาแล้วเอาค่าเช่ามาผ่อน สินทรัพย์ของผมจะต้องอยู่ในทำเลที่ดี มีไม่กี่ที่ แต่เป็นไพร์มแอเรียทั้งนั้น "

ณัฐพลสรุปให้ฟังว่า ถ้าเป็นเรื่องของการลงทุนก็ต้องบอกว่าทุกวันนี้ เขาลงทุนในหุ้นเยอะที่สุดมากกว่า 50% ของพอร์ตลงทุนซึ่งส่วนของหุ้นนั้นได้รับอิทธิพลจากพี่ชายของเขา ซึ่งที่ผ่านมาค่อนข้างพอใจกับการลงทุน เพราะได้รับผลตอบแทนก็เยอะที่สุด ทุกวันนี้ยังคงกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนหลายบริษัท แต่เขาแย้มว่าชอบหุ้นกลุ่มบันเทิง และสื่อสารมากที่สุด

"ผมไม่ชอบความเสี่ยงสูงมาก และด้วยเงื่อนไขที่ต้องดูแลธุรกิจหลักที่ผมก็ต้องทุ่มเท คีย์เวิร์ดให้ลงทุนชนะตลาดหุ้นจึงต้องศึกษา จนมั่นใจในข้อมูลมาพอสมควร ก่อนจะซื้อ วงในวงนอกเป็นยังไง แต่เราต้องรู้ลึกรู้จริงเรื่องของการลงทุนในหุ้นผมไม่มีไอดอลเพราะเชื่อว่าแต่ละคนจะมีแบบของตัวเอง"

เขาพูดถึงเงินอีก 30% ว่าเป็นการออมด้วยการฝากแบงก์และประกัน ซึ่งส่วนนี้เขามองว่าได้ทั้งลดหย่อนภาษีและจัดการความเสี่ยงได้

"โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน วันใดวันหนึ่งถ้าธุรกิจล้มตึงขึ้นมา เรามีรายจ่ายเพียบ ผมจึงไม่เคยประมาทกับชีวิต สมมุติเกิดอะไรขึ้น จะต้องไม่เป็นภาระกับคนรุ่นหลัง นั่นทำให้ผมให้ความสำคัญกับการทำประกัน ผมว่าคุ้มค่า เพราะเป็นทั้งหลักประกันความเสี่ยงและเป็นการออมด้วยส่วนเงินฝากกับแบงก์ ผมคิดว่าก็ต้องมีเงินฝากเอาไว้หมุนเวียนระยะสั้น แต่ผมมีที่ปรึกษาคอยดูดอกเบี้ยให้ โลกเปลี่ยนเร็วมาก ผมไม่มีเวลามาดู จะมีคนคอยบอกว่าตอนนี้ดอกเบี้ยแบงก์ไหนดี"

อีก 20% ณัฐพลบอกว่าเป็นการบริจาค ส่วนนี้ต้องบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัวจริงๆ เขาได้เรียนรู้จากพ่อแม่ว่า เมื่อมีแล้วต้องแบ่งปัน จะในรูปแบบใดก็ได้

"แม่ผมหนีบไปทำบุญตลอด เข้าวัดปล่อยนกปล่อยปลา เมื่อตอนที่ยังเล็กพ่อแม่ผมไม่รวย มีตึกแค่คูหาเดียว เป็นคนจีนที่เข้ามาเป็นพนักงาน ต่อมาขยันทำมาหากินก็เป็นเจ้าของตึก และขยับมาเป็นเจ้าของบริษัท เจ้าของโรงงาน ตอนนั้นพ่อแม่ยังมีเงินไม่มาก ยังไปบริจาคเงินสร้างโรงเรียน ซื้อที่ดินให้ที่บุรีรัมย์ เขาช่วยคน แบ่งปันคนมาทั้งชีวิต ผมจึงเดินตามรอยท่าน"

สุดท้ายคือเงินอีก 20% ที่ให้รางวัลตัวเอง ณัฐพลบอกว่าเงินก้อนนี้จำเป็นมาก

"ผมว่าคนเราต้องให้รางวัลกับตัวเอง ไม่ใช่เขียม เก็บอย่างเดียว ถ้าอยู่ในเป้าหมายที่เราวางไว้ เราก็ซื้อ มีความสุขที่จะใช้เงินเที่ยวบ้าง ช้อปบ้าง คนจะหาว่าเราสุรุยสุร่ายก็ช่าง แต่ถ้ามันยังอยู่ใน 20% ผมโอเค ผมชอบเรื่องรถ มีรถแพงบ้าง แต่ของฟุ่มเฟือยสำหรับผมคือนาฬิกา ผมชอบนาฬิกามาก ผมไม่ใช่นักสะสม แต่ผมซื้อมาแล้วใช้ ไม่ได้ซื้อมาเก็บ ทุกวันนี้ ผมคิดว่าทำงานหนักแต่ซัก 50 ก็อาจจะเกษียณแล้ว"

ทั้งหมดนี้คือสูตรวางแผนการเงินของณัฐพล ที่มีทั้งวางแผนการออม ลงทุน จัดการความเสี่ยง และวางแผนภาษีอย่างครบครัน แต่เจ้าตัวบอกว่าเป็นสูตรที่ทั้งมีความสุขและสบายใจ