"อารีพงศ์"ชี้ไม่มีความจำเป็นใช้กองทุนพยุงหุ้น แทรกแซงตลาดหุ้น ยันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่ง ชี้มีโอกาสเงินทุนไหลกลับ
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ระดับดัชนีหุ้นไทยปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้น โดยมองว่าการที่ดัชนีปรับตัวลดลง 20-25% เป็นเรื่องที่ปกติ อีกทั้งประเทศไทยยังไม่มีปัญหาเรื่องภาวะเศรษฐกิจ
"ปัจจัยที่กดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลง เป็นประเด็นจากต่างประเทศมากกว่า โดยมองว่าเงินทุนต่างชาติที่ไหลออก ณ ปัจจุบันจะไม่วิกฤติถึงระดับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งวิกฤติซับไพร์มที่มีเงินทุนต่างชาติไหลออกราว 1.4 แสนล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าครั้งวิกฤตซับไพร์ม เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในจุดย่ำแย่ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น"
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นนั้น มองว่ายังคงไม่มีความจำเป็นที่จะทำในตอนนี้ เพราะสถานการณ์ต่างจากในอดีต โดยปัจจัยที่สะท้อนว่ายังไม่มีความจำเป็นมีอยู่ 3 ปัจจัย คือ 1.มูลค่าการซื้อขายต่อวันตอนนี้ยังถือว่าสูงมากที่ระดับ 6-7 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งต่างจากอดีตที่มีเพียง 5-6 พันล้านบาทเท่านั้น
ปัจจัยที่ 2 สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยที่เดียว ทั่วโลกก็เกิดคล้ายๆ กัน รวมถึงภูมิภาคใกล้เคียงเราด้วย จึงไม่มีความจำเป็นตั้งกองทุนเพื่อพยุงหุ้นในบ้านเรา ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดให้ตลาดได้มีโอกาสได้ปรับฐาน
ส่วนปัจจัยที่ 3 คือ ไม่ควรกระทำใดๆ ที่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่า
"ยังไม่มีความจำเป็นจัดตั้งกองทุนในการพยุงหุ้น เพราะเราต้องมองประเทศอื่นๆ ด้วย บางประเทศลงหนักกว่าเราก็มี เพราะฉะนั้นไม่ควรไปบิดเบือนกลไกตลาด ควรจะปล่อยให้ตลาดได้มีโอกาสปรับฐาน ซึ่งเมื่อผ่านช่วงเวลา 2-3 เดือนนี้ไปเราจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น"
คลังชี้ไม่จำเป็นใช้กองทุนพยุงหุ้นมั่นใจศก.ไทยยังแกร่ง
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ที่ดัชนีในตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ว่า มีสาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีการฟื้นตัวขึ้นได้ดีกว่าที่คาดหมาย และอาจนำไปสู่การปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ทำให้มีเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตามในภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อตลาดหุ้นลดลงไปถึงจุดหนึ่งก็คือว่าความสมดุลของเศรษฐกิจที่ไทยมีอยู่ก็จะมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาได้
เชื่อว่าการไหลออกของเงินเป็นภาวะชั่วคราว เป็นการปรับตัวของนักลงทุน เมื่อประมาณระยะปานกลางก็ยังมองว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เชื่อว่าเงินทุนยังจะไหลกลับมาได้” นายอารีพงศ์กล่าว
สำหรับเรื่องมาตรการกองทุนพยุงหุ้นมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องนำมาใช้ในขณะนี้ นอกจากนั้นในอดีตการใช้กองทุนพยุงหุ้นเข้ามาแก้ปัญหาก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลดีมากขึ้นเท่าไรนัก
ส่วนการไหลออกของเงินทุนที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนลงจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย โดยขณะนี้ค่าเงินบาทมีทิศทางปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคขณะที่เรามีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่ดีกว่า จึงเป็นโอกาสของการส่งออกที่ดี ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกต้องเร่งทำงานเพื่อชดเชยการส่งออกที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายในช่วงต้นปี และการอ่อนลงของค่าเงินบาทจะทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังคือในไตรมาสที่ 3 - 4 ของปีนี้ น่าจะปรับตัวดีขึ้นและจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการส่งออกจะเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้หรือไม่







