วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.เตือนรับทุนไหลออก ตุ้นทุนกู้พุ่ง

ธปท.เตือนไทยเผชิญภาวะเงินไหลออก จากเฟดยุติคิวอี-ศก.เอเชียชะลอ ส่งผลต้นทุนกู้ยืมภาครัฐ-เอกชนเพิ่มขึ้น ขณะที่ต่างชาติเทขายพันธบัตรต่อเนื่อง

ถ้อยแถลงของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้เกิดแรงเทขายของนักลงทุนที่ต้องการถือครองดอลลาร์และย้ายเงินลงทุนออกจากไทย เช่นเดียวกับในภูมิภาคอื่น โดยส่งผลให้มีการปรับตัวในราคาสินทรัพย์ทั้งตลาดเงิน ตลาดหุ้นและพันธบัตร

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ถ้อยแถลงของเฟดเกี่ยวกับแผนยุติการใช้มาตรการคิวอีในครั้งนี้ ถือว่ามีความชัดเจนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศทยอยลดการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย จึงมีความเป็นไปได้ว่าจากนี้ไปเป็นภาวะเงินทุนไหลออก

"คิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่นักลงทุนจะลดการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ลง ไม่ใช่เพราะแค่มีความชัดเจนจากทางเฟดเท่านั้น แต่ยังมีความชัดเจนในเรื่องเศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงด้วย ทำให้นักลงทุนที่เคยมองตลาดนี้ว่ามีศักยภาพ อาจจะเห็นภาพที่เปลี่ยนไปก็ได้ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย จนทำให้ค่าเงินผันผวน" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

วานนี้ (20 มิ.ย.) ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ภาคบ่ายยังคงเคลื่อนไหวผันผวน และอ่อนค่าลงตามสกุลเงินภูมิภาค ที่ได้รับแรงกดดันจากการส่งสัญญาณในการถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ

ทั้งนี้ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินหลายสกุลในวันนี้ หลังจากเฟดส่งสัญญาณว่าจะเริ่มลดขนาดมาตรการคิวอีในปลายปีนี้ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้น

ในช่วงท้ายตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 31.07/15 จาก 30.85/88 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.09/11 จาก 30.84/89 ในช่วงเช้า

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน ตามทิศทางสกุลเงินในต่างประเทศ ซึ่งถูกกดดันจากการส่งสัญญาณลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการแทรกแซงจาก ธปท.

พร้อมดูแลบาทผันผวนเกินไป

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ถ้อยแถลงของเฟด ซึ่งครั้งนี้มีความชัดเจนกว่าทุกครั้ง แม้จะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์การลงทุนออกมา แต่ปริมาณการขายก็ไม่ได้สูงมากเหมือนกับในช่วงก่อนหน้านี้ เพียงแต่แนวโน้มในอนาคตนักลงทุนกลุ่มนี้อาจเทขายออกมาเพิ่มได้เช่นกัน เพราะปริมาณเงินที่ขายออกไปยังไม่ถึงครึ่งของเงินที่ไหลเข้ามาในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้

ส่วนมาตรการดูแลความเคลื่อนไหวตลาดเงินของ ธปท. นั้น ยังเน้นนโยบายเดิม คือปล่อยให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากที่สุด เพียงแต่ถ้าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวผันผวนมากเกินไป ธปท.ก็พร้อมเข้าดูแล เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก โดยยอมรับที่ผ่านมาได้เข้าดูแลบ้างเช่นกัน

"การดูแลของเรา ก็คือ ดูว่าเราผันผวนมากกว่าคนอื่นหรือไม่ เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ ต้องดูเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งอื่นๆ ด้วยว่า เขาเคลื่อนไหวกันอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ แต่การจะหวังค่าความผันผวนของเงินบาทจะกลับไปอยู่ที่ 4% เหมือนในอดีต คงไม่ใช่แล้ว เพราะโลกขณะนี้เปลี่ยนไป ซึ่งตอนนี้ค่าความผันผวนของไทย อยู่ที่ 6.4% เป็นระดับเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาค" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

มั่นใจดูแลความผันผวนได้

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ธปท. มั่นใจจะสามารถดูแลความผันผวนตรงนี้ได้ เพราะว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีอยู่ถือว่ามีเพียงพอ เพราะก่อนหน้านี้ช่วงที่เงินทุนไหลเข้ามามาก ธปท.ได้ซื้อเก็บเอาไว้

"เหมือนกับเวลาที่น้ำไหลบ่าเข้ามามาก เราไม่อยากให้ท่วมก็ต้องเก็บน้ำเอาไว้ เวลานี้บางพื้นที่น้ำอาจจะแห้งไปบ้าง เราก็ค่อยๆ ปล่อยออกมา การใช้เงินสำรองฯ ของเราจะเป็นลักษณะเพื่อรองรับแรงกระแทกไม่ให้ค่าเงินผันผวนมากเกินไป"

สำหรับภาวะที่เงินทุนไหลออกมากๆ นั้น ธปท. ยอมรับว่า อาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจบ้าง เพราะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของทั้งภาคเอกชน และรัฐบาลเพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนบางส่วนที่มองว่าไม่คุ้มค่าอาจต้องยกเลิกไป

แนะค้าขายต่างประเทศทำเฮดจิ้ง

สิ่งที่ ธปท. มีความเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภาคธุรกิจที่มีธุรกรรมการค้ากับต่างประเทศมากๆ ซึ่งอยากให้ปิดความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ด้วยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจิ้ง) เพราะว่าทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนจากนี้ไป เชื่อว่าจะมีความผันผวนที่มากขึ้น

ส่วนความเป็นไปได้ที่เงินทุนเหล่านี้จะไหลกลับมาลงทุนในประเทศไทยอีกรอบหนึ่งนั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้เช่นกัน เพราะถ้านักลงทุนต่างประเทศเห็นว่าราคาสินทรัพย์ รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนตัวลงไปมาก จนต่ำกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เขาก็อาจกลับเข้ามาลงทุนใหม่ได้เช่นกัน เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอยู่

"ก่อนหน้านี้เงินบาทแข็งขึ้นไปมากๆ จนเขามองว่าเกินกว่าพื้นฐาน ค่าเงินมันก็สวิงกลับมา ขณะนี้มันอาจใกล้เคียงกับพื้นฐานของเรา แต่ถามว่ามันมีโอกาสสวิงไปจนอ่อนกว่าพื้นฐานหรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้ เพราะสภาพคล่องมันเข้ามาเยอะมาก เวลาเข้ามาทีก็มีผล พอจะออกถ้าออกไปมากๆ ก็มีผลได้เช่นกัน ซึ่งมันสามารถสวิงได้ทั้ง 2 ด้าน" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

รมว.คลังห่วงค่าเงินผันผวน

ด้าน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการคิวอีจะมีต่อหรือไม่นั้น ไม่มีผลกระทบที่รุนแรงต่อไทยมากนัก เพราะเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นเงินตราต่างประเทศในระดับที่ดีและมีสภาพคล่องที่เป็นเงินบาทในระดับที่ดี ดังนั้น การไหลเข้าของเงินในบางช่วงเวลานั้น ก็กลายเป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไขกัน แต่ขณะนี้ มีมาตรการดูแลเตรียมไว้แล้ว

"เงินที่ไหลออกเป็นปัญหาหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่า เงินที่ไหลออกไปบ้างบางส่วน เป็นจำนวนเงินที่ไม่ควรจะไหลเข้ามาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น หากจะมีการไหลออกไปก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสียหายแต่อย่างใด"

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะได้รับผลกระทบในช่วงต้นนั้น จะไม่ไปก้าวก่ายหน่วยงานที่ดูแลนโยบายทางด้านการเงิน แต่อยากให้มีการดูแลไม่ให้ผันผวนมากเกินไป

'ศุภวุฒิ'ชี้ไทยเสี่ยงเงินไหลออก

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่า ต้องยอมรับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจมหภาคในภูมิภาคเอเชียถือว่าย่ำแย่ลง เพราะบางประเทศอย่างจีนเห็นได้ชัดว่าเกิดภาวะเงินตึงตัวและเศรษฐกิจชะลอตัวลง ในขณะที่เฟดลดสภาพคล่องของสหรัฐเท่ากับลดสภาพคล่องของโลกไปด้วย ย่อมกระทบกับจีน

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ประเทศอื่นๆ อย่าง ไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเดิมที่ต่างชาติเอาเงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรแบงก์ชาติมาก เพราะหวังจะได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงเงินจะไหลออกทำให้ไทยเกิดเศรษฐกิจตึงตัว และทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น เป็นลบสำหรับเศรษฐกิจไทย

"คิดว่าภาพที่มองเป็นบวกช่วงที่ผ่านมา มันเปลี่ยนเป็นลบไปในส่วนของสภาพคล่องจากอเมริกา นักลงทุนควรกลับมาดูปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย ถ้าเชื่อมั่นว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังดีอยู่ ก็ยังดูหุ้นที่คิดว่ามีปัจจัยพื้นฐานดีได้ แต่ถ้าสงสัยปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของเราไม่ค่อยจะดี ยิ่งต้องดูใหญ่เลยว่าต้องลดความเสี่ยงในเรื่องของหุ้นได้ว่ามากน้อยเพียงใด"

นอกจากนี้ นายศุภวุฒิ บอกว่า การที่มองดอกเบี้ยระยะยาวของไทยมีสิทธิเป็นขาขึ้น ค่าเงินบาทมีสิทธิอ่อนลงอย่างแน่นอนว่า เป็นเพราะมีความเสี่ยงที่ต่างชาติจะลดถือครองพันธบัตรไทย และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเข้ามาแทรกแซง ชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทด้วย ซึ่งทางทีมของ เมอร์ริล ลินช์ พันธมิตรของ บล.ภัทร นั้น มองว่าเงินบาทระยะสั้น อาจอ่อนลงไปถึง 32 บาทต่อดอลลาร์ ได้

"ชัดเจนว่าในแถลงการณ์ของเบอร์นันเก้ ระบุว่า เศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงขาลงลดลง เบอร์นันเก้จึงบอกว่ามีโอกาสลดคิวอีลงได้ แต่เบอร์นันเก้ย้ำว่าถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาคาด ตัวเลขคิวอีย่อมปรับได้ตามสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง" นายศุภวุฒิ ให้ความเห็น

ทองดิ่งต่ำสุดรอบ 3 ปี

สมาคมผู้ค้าทองคำ รายงานราคาทองคำในประเทศวานนี้ (20 มิ.ย.) ว่า การปรับราคาทองคำอ้างอิงในวันที่ 20 มิ.ย. 2556 มีการปรับราคา 15 ครั้ง โดยครั้งหลังสุด ราคาทองคำแท่ง รับซื้ออยู่ที่ 19,050 บาทต่อบาททองคำ และ ขายออก 19,150 บาทต่อบาททองคำ ปรับลดลง 800 บาท โดยค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.14 บาทต่อดอลลาร์

นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลก เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2556 มีความผันผวนรุนแรง เหตุนักลงทุนกังวลหลังจากเฟดประกาศชะลอมาตรการคิวอี ทำให้เกิดแรงเทขายออกมา จนกระทั่งราคาทองคำหลุดระดับแนวรับที่สำคัญ 1,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาลดลงไปอยู่ที่ระดับ 1,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ขณะนี้ แนวโน้มราคาทองคำยังเป็นขาลง จะเห็นว่ากองทุนเอสพีดีอาร์ (SPDR) ลดครองต่ำกว่า 1 พันตัน ครั้งแรกในรอบ 4 ปี จึงเป็นการยืนยันว่าราคาทองคำเข้าสู่ขาลง

"แนวโน้มราคาทองคำน่าจะลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ราคาในประเทศก็มีความผันผวนแรง แต่มีปัจจัยที่ช่วยพยุงไม่ให้ราคาทองคำลดลงแรง คือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ราคาทองคำยังยืนเหนือระดับ 18,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งการที่เงินบาทอ่อนค่าลง 1 บาท จะมีผลต่อราคาทองคำประมาณ 1,600 บาทต่อบาททองคำ" นายกฤชรัตน์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ ไม่แนะนำให้ซื้อทองแท่ง เนื่องจากแนวโน้มขาลง และควรหันไปลงทุนในตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส โดยเข้าไปลงทุนในฝั่งขาลง แต่ถ้าต้องการซื้อสะสมลงทุนระยะยาว ให้ซื้อทองรูปพรรณ

ต่างชาติขายบอนด์ ผลตอบแทนขยับ

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ตราสารหนี้ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีการปรับฐาน หลังจากที่เฟดมีความชัดเจนลดขนาดคิวอี โดยมีแรงขายพันธบัตรออกมาทุกช่วงอายุ ทำให้บอนด์ยิลด์ปรับขึ้นแรง โดยพันธบัตรอายุ 5 ปีขยับขึ้น 0.13% อายุ 10 ปี ขยับขึ้นกว่า 0.17%

วานนี้ (20 มิ.ย.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,700 ล้านบาท ต่อเนื่องจากวันที่ 19 มิ.ย. ขายสุทธิ 2,400 ล้านบาท

"ถามว่าตอนนี้แรงขายตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติมีมากไหม ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง และปรับตัวสูงสุดในช่วงเดือนเม.ย. อยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท และลดลงมาเหลือประมาณกว่า 7 แสนล้านบาท ในขณะนี้"

นางสาวอริยา เชื่อว่า ยังคงมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่คงไม่มากนัก เพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนจะเป็นนักลงทุนระยะยาว และตราสารบางช่วงอายุก็ไม่มีสภาพคล่อง

"ไม่คิดว่านักลงทุนต่างชาติจะโยกเงินออกจากตลาดบอนด์ทั้งหมด ถ้าหากว่าบอนด์ยิลด์เด้งขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในระดับน่าสนใจ คิดว่า กองทุนต่างชาติ หรือบรรดาเฮดจ์ฟันด์ ก็อาจกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง"