Market Outlook: Fear > Greed ขาลง อาจเห็น 1392 จุดหรือต่ำกว่า
ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ Mix (รอผลประชุมเฟด) ส่วน Nikkei +1.7% จากรายงานการค้าระหว่างประเทศเดือน พ.ค. ดีกว่าคาด
+/-ไฮไลท์ วันนี้ จับตา ผลประชุม FOMC Meeting วันสุดท้าย คาดคงดอกเบี้ยฯ และมาตรการ QE3 ไว้ที่ระดับเดิม / และรายงานผลประชุมธนาคารกลางอังกฤษ ครั้งที่ผ่านมา
+ คาดผลประชุมเฟด ไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย QE3 (มีโอกาสเกิดในการประชุมเดือน ก.ย. -Sell into rally)
+G8 ชี้เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นช่วงเลวร้ายสุดไปแล้ว เห็นชอบแผนQE ญี่ปุ่น ส่วนยุโรปจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
+ประธาน ECB เผยพร้อมใช้นโยบายการเงินแบบพิเศษ เพิ่มเติมหากจำเป็น
+กองทุน Trigger Fund เปิดขายไปถึง 10 กอง นับตั้งแต่ต้นถึงกลางเดือน มิ.ย. ขนาดโครงการรวม 1.8 หมื่นลบ. เป็นปัจจัยหนุน
ดัชนีฯ
-ทิศทางค่าเงินบาท/USD เช้านี้อ่อนค่าต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ที่ 30.98 บาท (Vs 30.83 บาท วันอังคาร และ 30.66 บาทวัน
จันทร์) ส่งผลลบต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้
-ต่างชาติ กลับมาขายสุทธิ -1.83 พันลบ. (จากซื้อสะสม 3 วัน +2.03 พันลบ. และส่งผลสะสมทั้งเดือนมิ.ย. ขายสะสม -3.38 หมื่นลบ.)
Market Outlook: Fear > Greed ขาลง อาจเห็น 1392 จุดหรือต่ำกว่า
คาดดัชนีฯ วันนี้ ลง(สลับรีบาวด์) แนวต้าน 1440/1450 จุด แนวรับ 1415/1400 จุด อิงทิศทางค่าเงินบาท/USD เช้านี้ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ที่ 30.98 บาท (Vs 30.83 บาท วันอังคาร และ 30.66 บาท วันจันทร์) จากกรณีขาดทุนจากการจำนำข้าว ที่สอดคล้องกับมุมมองของ Moody และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง (Fear> Greed) หลังจากดัชนีฯ พลิกมาดิ่งลงแรงช่วงบ่ายวานนี้ (พลิกจากบวก 20 จุด เป็น ลบ 43 จุด) สะท้อนตลาดยังค่อนข้างเปราะบาทต่อข่าวร้าย ทำให้เรายังคงมุมมองดัชนีฯ ในช่วง 1เดือนนี้ ยังคงมีโอกาสลงได้ลึกถึง 1392 จุดหรือต่ำกว่า ขณะที่ข่าวบวก ลุ้นเฟดคงนโยบาย QE3 คาดว่าจะส่งผลต่อการรีบาวด์มีจำกัด (แนวต้านอยู่ที่ 1500 จุด หรืออาจลดลงมาเหลือ 1450 จุด)
ปัจจัยลบ จะมาจาก
1.ผลประชุมเฟดยังคงเป็นไฮไลท์ในช่วง 1 ไตรมาสข้างหน้า: แม้เราคาดว่าจะไม่มีการปรับลดขนาด QE3 ในการประชุมครั้งนี้ แต่คาดว่า การวิตกต่อการประชุมครั้งต่อๆ ไป จะมีการลดขนาดหรือยกเลิก QE3 ยังคงมีต่อเนื่อง อิงตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯที่ดีขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตั้งแต่ 2H56F เป็นต้นไป (ผลสำรวจรอยเตอร์ จากนักเศรษฐศาสตร์ 88 ราย คาด GDP 3Q-4Q56F จะเติบโต 2.2%, 2.5% และ 1Q-3Q57F เติบโต 2.7%, 2.9%, 3% ตามลำดับ จากคาด 1.7% ใน 2Q56F และ 2.4% ใน 1Q56)
2. การเมืองในประเทศ อาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการรอความชัดเจนของการประชุมสภาฯ เดือนสิงหาคม ต่อ พ.ร.บ ฃ.การเงิน 2 ล้านล้านบาท พ.ร.บ.ปรองดอง ฯลฯ
3. การปรับลดประมาณการเติบโตของกำไร จากปัจจุบันที่ 27% (จาก 21% ในช่วงก่อนประกาศงบ 1Q56) ภายใต้เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีน เติบโตน้อยกว่าคาดการณ์
4.สัญญาณเทคนิค เกิดสัญญาณขายจุดตัดขาดทุนวานนี้ที่ 1450 จุด (ซึ่งจะกลายเป็นแนวต้านสำคัญทดแทน) โดยดัชนีฯจะมีการลงมาทดสอบระดับต่ำสุดเดิม 1380/1350 จุด
ทั้งนี้ โบรกเกอร์ต่างชาติ ยังคงลดน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ อาทิ Morgan Stanly ปรับลดน้ำหนักการลงทุนภูมิภาค
Emerging Markets โดยเฉพาะแถบลาตินอเมริกา (บราซิล) จากแนวโน้ม การสิ้นสุด QE ของธนาคารกลางทั่วโลก จะส่งผลกระทบต่อ สินเชื่อชะลอตัว (สัดส่วน Loan to Deposit มากกว่า 6 เท่า) และค่าเงินที่กลับมาอ่อนค่าเทียบดอลล์สหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยฯ พุ่งขึ้นเร็วกว่าตลาดคาดกลยุทธ์ลงทุน: ระยะ 1-3เดือน แนะนำ ลดพอร์ต รอทยอยซื้อหลังดัชนีฯ หลุด 1393 จุด ระยะ 1-3 เดือน เลือกลงทุนรายหลักทรัพย์ เมื่อดัชนีฯ หลุด 1393 จุด แนะนำ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและปันผลสูง SIRI TTW AP KK TOP SPALI BCP PTT RATCH TISCO และยังคงมองการแรลลี่ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จากสงครามศาสนาในซีเรีย
เป็นจังหวะทยอยขายล็อคกำไร









