ไอเอ็มเอฟห่วงหนี้ครัวเรือน-สถานะแบงก์รัฐ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ขณะชื่นชมพื้นฐานศก.ไทยแข็งแกร่ง รับความผันผวนจากภายนอกได้
คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2556 มีความสามารถในการปรับตัวจากวิกฤติภายนอกได้ดี จากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ห่วงแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล
คณะผู้แทน ไอเอ็มเอฟ เดินทางมาเยือนไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจประจำปี 2556 ตามนัยแห่งข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2013 Article IV Consultation) ระหว่างวันที่ 29 พ.ค.- 13 มิ.ย. 2556 โดยมี นายลูอิส อี. บรูเยอร์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไอเอ็มเอฟ
คณะผู้แทนไอเอ็มเอฟ สรุปผลการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นผลจากวิกฤติการเงินโลก ห่วงโซ่อุปทานที่ต้องหยุดชะงักจากเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น รวมทั้งมหาอุทกภัยในปี 2554 โดยเป็นผลมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากการขยายตัวในระดับสูง เสถียรภาพที่อยู่ในเกณฑ์ดี
นอกจากนี้ การมีวินัยด้านการคลัง งบการเงินของภาคธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง และระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนระดับหนี้สาธารณะที่สามารถบริหารจัดการได้
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่คณะผู้แทนกองทุนการเงินฯ คาดว่าทั้งปี 2556 และ 2557 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 4.75% และ 5.25% ตามลำดับ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุปสงค์ภาคเอกชนที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีและการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐ
ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเมื่อเดือนเม.ย. 2556 ว่าในปีนี้ จะขยายตัวที่ 5.9% และในปีหน้าจะขยายตัว 4.2%
ชี้ความเสี่ยงจากภายนอกเพิ่ม
ไอเอ็มเอฟ ยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีอยู่โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก ขณะที่การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นและส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ดีความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายจะเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
แรงกระตุ้นทางการคลังเพื่อสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศภายหลังวิกฤติการเงินโลกและการซ่อมแซมความเสียหายจากมหาอุทกภัยในระยะที่ผ่านมามีความเหมาะสม ภายใต้ภาวการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ภาครัฐสามารถใช้โอกาสนี้ทยอยลดการกระตุ้นเศรษฐกิจลงได้ เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถทางการคลัง (fiscal space) ที่จะรองรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านนโยบาย (policy buffers) เพื่อรองรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ไอเอ็มเอฟ สนับสนุนความตั้งใจของทางการไทยที่จะรักษากรอบวินัยทางการคลัง ด้วยการกำหนดเป้าหมายสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ของจีดีพี และมีงบประมาณสมดุลในปี 2560 ซึ่งมีมาตรการสนับสนุนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ การปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและการขยายฐานภาษี การลดแรงจูงใจด้านภาษีสำหรับการบริโภค การปรับปรุงระบบภาษีสรรพสามิต รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ
หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
คณะผู้แทนไอเอ็มเอฟ ยังได้หารือถึงมาตรการการคลังเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนนโยบายของทางการในการเพิ่มการใช้จ่ายสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไปพร้อมกับการรักษาวินัยด้านการคลังด้วย
การดำเนินนโยบายการเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังถือว่าผ่อนคลายและเหมาะสมในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในภาวะปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ธปท. ยังคงต้องติดตามการส่งผ่านของแรงกดดันด้าน อุปสงค์และค่าแรงไปยังเงินเฟ้อต่อไป และเตรียมพร้อมในการปรับนโยบายการเงินหากมีแรงกดดันเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ คณะผู้แทนกองทุนการเงินฯ เห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อและความน่าเชื่อถือของ ธปท. เป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวนและนักลงทุนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลงทุนต่อความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา การดำเนินการเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดการเงิน ได้แก่ การให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวได้มากขึ้นตามกลไกตลาด และการเตรียมพร้อมในมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายถือว่าเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ห่วงหนี้ครัวเรือน-สถานะแบงก์รัฐ
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทยส่งผลดีต่อภาคการเงิน อย่างไรก็ดี คณะผู้แทนกองทุนการเงินฯ มีความกังวลจากการขยายบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) และระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
คณะผู้แทนไอเอ็มเอฟ สนับสนุนความตั้งใจของทางการไทยที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ด้วยการปรับปรุงการกำกับดูแล รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับระบบธนาคารพาณิชย์ โดยยังคงทำหน้าที่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ด้วย
สำหรับหนี้ของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมแซมหลังอุทกภัย และนโยบายการกระตุ้นการบริโภคในประเทศในระยะสั้นยังเป็นสิ่งที่ทางการไทยต้องติดตาม
ไอเอ็มเอฟ สนับสนุนแนวนโยบายของทางการที่จะให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม (inclusive growth) ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่ง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (productivity) โดยรวมของประเทศและการรักษาวินัยทางการคลัง รวมถึงความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณและการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดำเนินการได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คณะผู้แทนกองทุนการเงินฯ เสนอให้ทางการพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกลไกในการช่วยเหลือภาคประชาชน เช่น ให้เงินช่วยเหลือที่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะในโครงการด้านการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนและเท่าเทียมกันมากขึ้น
"ประสาร"รับหนี้ครัวเรือนน่าห่วง
ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล ซึ่งทำให้การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงก่อนหน้านี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก
แต่สาเหตุที่ต้องปรับลดดอกเบี้ยลงมาเพราะเห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในขณะนี้ก็ปรับขึ้นมาสูงราว 78% ของจีดีพี และมียอดคงค้างรวมที่ 8 ล้านล้านบาท ทำให้ ธปท.ต้องติดตามดูใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมก็พร้อมดำเนินการ แต่การทำนโยบายของ ธปท. จะไม่เป็นลักษณะที่รุนแรง (Overreact) เกินไป
นายประสาร กล่าวด้วยว่า กรณีที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เรทติ้ง เอเยนซีส์) มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น เชื่อว่ามูดี้ส์มีเหตุผลที่ต้องแสดงความกังวล เพราะเขาเป็นสถาบันจัดอันดับเรทติ้ง ซึ่งเวลาจัดอันดับก็ต้องดูฐานะการเงินของรัฐบาลเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเขาเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีภาระต่อฐานะการเงินของรัฐบาล เขาเองก็คงต้องแสดงความกังวล
ชี้หมดยุคลดดอกเบี้ย
นายประสาร กล่าวว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ที่น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงไปมากกว่านี้ โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเป็นภาวะที่เงินไหลออก ขณะเดียวกันประเทศอื่นในภูมิภาค ก็ไม่มีประเทศใดที่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง
การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา แม้จะทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตร ระยะสั้นปรับลดลงตาม แต่ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวกลับปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าตลาดการเงินเริ่มมองว่าดอกเบี้ยนโยบายไม่น่าจะปรับลดลงไปมากกว่านี้ ซึ่งการประชุม กนง. ครั้งถัดไป จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด เพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจ ส่วนการปรับลดหรือไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของ กนง. แต่ละท่าน
"ตอนนี้เงินไหลออก ไม่ค่อยมีประเทศอื่นลดดอกเบี้ยกันแล้ว และดอกเบี้ยของเราตอนนี้ค่อนข้างต่ำ ที่ผ่านมาเราได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง แม้จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับลงมา แต่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาววิ่งขึ้น เป็นสัญญาณที่ตลาดมองว่า ดอกเบี้ยไม่น่าจะลงไปมากกว่านี้แล้ว และสภาพคล่องในระยะยาวก็อาจไม่ได้มีมากอย่างที่คิด " นายประสาร กล่าว






