วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้าวล่องหน! รัฐดื้อจำนำเจ๊งปีละ8หมื่นล.

กมธ.วุฒิฯ ยันมีหลักฐานชัดไม่โปร่งใส-รัฐดื้อจำนำขาดทุนปีละ 8 หมื่นล้าน ชงป.ป.ช.สอบเส้นทางเงินข้าวถุง กขช. หัก ครม.หลังสั่งทบทวนลดราคาจำนำ

การเดินหน้าเพื่อตรวจสอบโครงการผลิตข้าวถุง อคส.จากอนุกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยพบข้อพิรุธจำนวนมากโดยเฉพาะข้าวถุงโครงการหายไปจากตลาด โดยไม่มีการผลิต ซึ่งเตรียมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบเส้นทางเดินของเงินส่วนนี้ต่อไป

แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการระบายข้าวรัฐบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี เป็นประธาน กล่าวถึงการตรวจสอบโครงการข้าวถุงราคาถูกถุงละ 70 บาท ขายประชาชนทั่วไปเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ซึ่งรับผิดชอบโดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติหลายส่วน โดยเฉพาะปริมาณข้าวที่หายไป จากที่คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวอนุมัติไว้ 1.8 ล้านตัน ในช่วง 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนม.ค.-มิ.ย. 2556

จากการตรวจสอบ อคส. ได้แจ้งต่ออนุกรรมาธิการฯ ว่าได้ว่าจ้างให้ 6 บริษัทเป็นผู้ปรับปรุงและบรรจุข้าวถุง โดยให้ข้อมูลว่าช่วงเดือนม.ค. ที่ผ่านมา มีการผลิตข้าวถุงออกขายให้แก่ประชาชนจำนวน 3 แสนตัน ในจำนวนนี้ให้ทั้ง 6 บริษัท ประกอบด้วย 1.บริษัท เจียเม้ง จำกัด 2.บริษัท นครหลวงค้าข้าว 3.บริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ 4.บริษัทพงษ์ลาภ 5.บริษัท สิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น และ 6.บริษัท โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ เป็นผู้ปรับปรุงในปริมาณที่เท่ากันรายละ 5 หมื่นตัน

ส่วนเดือนก.พ. ที่ผ่านมา มีเพียง 2 บริษัทที่เข้าร่วมปรับปรุงข้าว คือ บริษัทโรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ และ บริษัท สิงห์โตทองไรซ์ ส่วนเดือนมี.ค.-มิ.ย. ก็มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น ที่ปรับปรุงข้าวถุงที่เหลือทั้งหมด

เผยโครงการข้าวถุงแท้จริงมีถึง 2.5 ล้านตัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมา อนุกรรมาธิการฯ ได้เรียกเจ้าหน้าที่ อคส. มาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวหลายครั้งโดยได้ตรวจสอบโครงการข้าวถุงเมื่อปี 2555 ด้วย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 7 แสนตัน ดังนั้นหากรวมกับโครงการข้าวถุงปีนี้อีก 1.8 ล้านตัน เท่ากับว่ารัฐบาลนี้มีการผลิตข้าวถุงถึง 2.5 ล้านตัน ในส่วนนี้จากการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่อคส.ได้ยืนยันว่าสามารถผลิตข้าวถุงราคาถูกขายประชาชนไปแล้วจำนวน 1.1 ล้านตัน ซึ่งอนุกรรมาธิการฯ เห็นว่าหากมีการผลิตข้าวถุงจำนวนดังกล่าว ประชาชนก็น่าจะได้บริโภคข้าวราคาถูกทั่วประเทศ แต่จากการตรวจสอบในหลายจังหวัดแทบจะไม่พบเห็นโครงการข้าวถุงของ อคส.อย่างที่มีการกล่าวอ้าง

3บริษัทกระจายสินค้ารับทำแค่ 4 แสนตัน

ทั้งนี้ อนุกรรมาธิการฯ ได้เรียก 3 บริษัท ที่ อคส. ว่า ได้ให้เป็นผู้กระจายสินค้าไปตามร้านค้าต่างๆ เพื่อขายข้าวราคาถูกให้ประชาชน โดยทั้ง 3 บริษัท ยอมรับเป็นผู้กระจายสินค้าจริง แต่มีการรับข้าวถุงออกไปเพียง 4 แสนตัน ดังนั้นข้าวส่วนเกินอีก 7 แสนตัน หายไปไหน หากมีการนำไปขายในตลาดตามราคาที่ อคส. ซื้อจากรัฐบาลคือตันละ 7,625 บาท เท่ากับว่าเงินส่วนนี้จะหายไปประมาณ 5.3 พันล้านบาท "อนุกรรมาธิการฯ ข้องใจว่าข้าวส่วนที่หายไป หายไปไหน หากมีการนำไปขายราคาถูกก็จะเกิดส่วนต่างที่นำไปแสวงหาผลประโยชน์ได้ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท"

แหล่งข่าวกล่าวว่าในส่วนของคณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มบางส่วน แต่เท่าที่ตรวจสอบมาพบข้อมูลที่ส่อไปทางทุจริต "จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตอนนี้ก็ได้เอกสารหลักฐานมาจำนวนมาก รวมทั้งหลักฐานการโอนเงินค่าข้าวของร้านค้าต่างๆ แต่การดำเนินการส่วนนี้คณะกรรมาธิการฯ ไม่มีอำนาจ ขั้นตอนต่อไปก็จะเร่งสรุปเรื่องทั้งหมดเพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ เพราะข้อมูลที่ได้เชื่อว่าโครงการนี้มีกระบวนการที่ไม่โปร่งใส

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีข้าวสารในโครงการข้าวถุงราคาถูกที่มีการหายไปจากสต็อกของรัฐบาล ว่า เรื่องนี้ต้องสอบถามที่กระทรวงพาณิชย์เพราะเป็นการรั่วไหลในระหว่างปฏิบัติ

ชี้ลุยต่อถึงปี2560ขาดทุนปีละ8หมื่นล้าน

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม. วานนี้ (18 มิ.ย.) คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ได้รายงานตัวเลขผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำปี 2554/2555 ขาดทุน 1.36 แสนล้านบาท และได้ประมาณผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกล่วงหน้าไปจนถึงปี 2560 กรณีที่รัฐบาลยังคงดำเนินโครงการต่อเนื่อง และหากไม่ปรับลดราคารับจำนำหรือจำกัดปริมาณรับจำนำผลผลิต ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ หรือภาระรัฐบาลในอนาคต

โดยประมาณการว่าปี 2555 ส่วนต่างราคา (รับจำนำหักราคาตลาด) จะอยู่ที่ 1.13 แสนล้านบาท ปี 2556 จำนวน 8.40 หมื่นล้านบาท, ปี 2557 จำนวน 6.79 หมื่นล้านบาท, ปี 2558 จำนวน 6.16 หมื่นล้านบาท, ปี 2559 จำนวน 6.47 หมื่นล้านบาท และปี 2560 จำนวน 6.32 หมื่นล้านบาท (ดูกราฟฟิกประกอบ)

รัฐทยอยตั้งงบประมาณชดเชย

รัฐบาลตั้งงบประมาณชดเชยแล้ว ปี 2555 จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ปี 2556 จำนวน 3.8 หมื่นล้านบาท, ปี 2557 จำนวน 8.2 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นภาระทางการคลัง ปี 2555 จำนวน 9 หมื่นล้านบาท, ปี 2556 จำนวน 6.9 หมื่นล้านบาท, ปี 2557 จำนวน 1.5 พันล้านบาท, ปี 2558 จำนวน 7.7 หมื่นล้านบาท, ปี 2559 จำนวน 8.1 หมื่นล้านบาท และ ปี 2560 จำนวน 7.9 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ ปิดบัญชี คาดการณ์ว่าในปี 2555-2556 รัฐบาลจะมีภาระโครงการรับจำนำข้าว หลังหักงบประมาณชดเชยแล้วประมาณ 1.59 แสนล้านบาท ปี 2557-2560 หากรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยกำหนดเพดานรับจำนำไม่เกิน 15 ล้านตันต่อปี คาดว่ารัฐบาลจะขาดทุนในโครงการเฉลี่ยปีละ 8 หมื่นล้านบาท

รุมค้านบุญทรงลดราคา-กฤษฎีการ่วมวง

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ นายบุญทรงได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ถึงแนวทางการปรับลดราคารับจำนำข้าวลงจากตันละ 15,000 บาท เป็น 12,000 บาทต่อตัน เพื่อลดผลการขาดทุนของโครงการลงในการดำเนินโครงการระยะต่อไป ทั้งนี้เมื่อ นายบุญทรงกล่าวถึงการปรับลดราคา หลายคนในที่ประชุม ครม.แสดงความไม่เห็นด้วย รัฐมนตรีหลายคนไม่ต้องการให้ปรับลดราคารับจำนำลง เพราะยากที่จะอธิบายต่อชาวนาและอาจเกิดความไม่พอใจจนนำไปสู่การประท้วงได้ แต่แนวทางที่ ครม.เห็นด้วยมากกว่าคือการปรับลดปริมาณรับจำนำลง

นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พูดกับนายกรัฐมนตรี ว่า นโยบายรับจำนำข้าวที่ตันละ 15,000 บาท เป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การปรับเปลี่ยนรายละเอียดของนโยบายต้องอธิบายได้ หรือหากลดราคารับจำนำลง ส่วนที่ลดเงินที่ชาวนาจะได้จากโครงการรับจำนำลง ก็ต้องมีการเพิ่มส่วนต่างอื่นๆ ที่ชาวนาจะได้ให้มีมูลค่าเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการถกเถียงเรื่องนี้กันมาก นายกฯ มอบหมายให้ นายบุญทรงนำข้อเสนอนี้กลับไปให้ที่ประชุม กขช.จัดทำรายละเอียด ข้อดีข้อเสียและผลกระทบ รวมทั้งแนวทางมาตรการที่จะชดเชยส่วนต่างที่ลดราคาลงให้กับชาวนา รวมทั้งนำข้อเสนอของนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับไปพิจารณาก่อนที่จะนำแนวทางต่างๆ กลับมาเสนอยังที่ประชุม ครม.อีกครั้ง

สศช.เสนอรื้อโครงการจำนำทั้งระบบ

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก โดยมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโครงการ

1.ควรกำหนดราคาจำนำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาวะราคาข้าวในตลาดโลก โดยอาจคำนวณจากต้นทุนการผลิตข้าว บวกค่าขนส่ง และกำไรที่เหมาะสมของเกษตรกร ทั้งนี้ในระยะแรก ควรพิจารณาจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกรต่อครัวเรือน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อย และในระยะต่อไปควรพิจารณากำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ข้าวในตลาดโลก

2.ควรจำกัดปริมาณและ/หรือพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน มีพื้นที่นาน้อยหรือต้องเช่านาจากผู้อื่นและเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสม

มอบคลังเกาะติดกระแสเงินสด

3.ควรเร่งรัดการออกเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็ว และพัฒนาและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเกษตรกร 4.ควรเน้นความโปร่งใสในการระบายข้าวและเร่งระบายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาตลาดโลก เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาและการเสื่อมสภาพ

4.การดำเนินการควรกำหนดเป้าหมายการขาดทุนของโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ในระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี

5.สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพข้าว เร่งรัดการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร 6.ส่งเสริมกลไกตลาดซื้อขายเกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ 6.มอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามควบคุมกระแสเงินสดของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปรับปรุงการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าและระบบการประกันภัยพืชผลสินค้าเกษตร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและสร้างความมั่นคงและพึ่งตนเองในระยะยาว

กขช.สวนครม.สั่งลดจำนำมีผล1ก.ค.

ภายหลังจากการประชุมครม.สิ้นสุดลง ช่วงบ่ายวานนี้ (18 มิ.ย.) นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เรียกประชุม กขช. ทันที

นายบุญทรง กล่าวว่า ที่ประชุม กขช. มีมติให้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปรังในฤดูกาลผลิตปี 2556 ลงเหลือ 12,000 บาทต่อตัน จากปัจจุบันที่รับจำนำไว้ที่ 15,000 บาทต่อตัน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 ซึ่งปกติจะเป็นช่วงที่มีผลผลิตข้าวนาปรังออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

พร้อมกันนั้น ให้มีการปรับเงื่อนไขการรับจำนำข้าวนาปรัง ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2556 ให้มีการจำกัดวงเงินในการรับจำนำจากเกษตรกรไว้ที่ไม่เกินรายละ 5 แสนบาท โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2556

"กระทรวงการคลัง มีข้อแนะนำว่าหากต้องการให้งบประมาณของประเทศเข้าสู่สมดุลได้ในปี 2560 นั้น โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อปีไม่เกิน 1 แสนล้านบาท"

รับราคาตลาดข้าวโลกร่วงตาม

เขากล่าวว่า การปรับเงื่อนไขรับจำนำข้าวนาปรัง คงจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากนัก เนื่องจากสามารถเพาะปลูกได้หลายครั้งในรอบปี

ส่วนการปรับลดราคารับจำนำลง จะมีผลต่อราคาข้าวในตลาดให้ปรับลดลงหรือไม่นั้น นายบุญทรง กล่าวว่า อาจจะมีผลต่อราคาในตลาดลดลงบ้าง แต่ราคาข้าวที่ได้ทำสัญญาส่งมอบไปแล้ว จะไม่มีผลกระทบ เพราะต้องยึดตามราคาที่ได้ทำสัญญาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนการรับจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิตปี 2556/57 จะใช้ตามราคาใหม่ที่ได้ปรับลดลงหรือไม่นั้น นายบุญทรง กล่าวว่า จะมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง