ธปท.เกาะติดผลประชุมเฟด มั่นใจรับมือได้ แม้ถอนคิวอีเร็วกว่ากำหนด ชี้ทุนสำรองมากพอรับเงินทุนไหลออก เตือนธุรกิจรับสถานการณ์ตลาดผันผวน
ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในวันที่ 18-19 มิ.ย. และถ้อยแถลงของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ในวันพุธ โดยนายเบอร์นันเก้มีแนวโน้มที่ลดความกังวลของนักลงทุนลง หลังจากถ้อยแถลงเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ทำให้ตื่นตระหนกว่าเฟดใกล้ที่จะยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มั่นใจว่ารับสถานการณ์ได้ไม่ว่าผลการประชุมจะออกมาอย่างไร
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าธปท.ติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้ โดยดูว่าเฟดจะมีถ้อยแถลงต่อการใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ(คิวอี)อย่างไร แต่เชื่อว่าแม้เฟดจะลดคิวอี ก็คงไม่สร้างปัญหาให้กับตลาดเงินของไทยมากนัก และในส่วนของธปท.เอง ก็เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้
"คงไม่ถึงกับสร้างปัญหาใหญ่ เพราะเงินที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้มีจำนวนหนึ่ง และที่ไหลเข้ามาเราก็มีตลาดเงินรองรับอยู่ เช่น ตลาดพันธบัตร ซึ่งถ้าพูดถึงเวลานี้ก็มีขนาดใหญ่พอประมาณ มีเงินเข้ามาคงค้างราว 8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อขนาดของพันธบัตรทั้งหมดก็อยู่ที่ 12% แต่เงินจำนวนนี้ หากเทียบเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก็ตกแค่ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เทียบกับเงินสำรองของเราที่มีอยู่ใกล้ๆ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงถือว่ามีเพียงพอ" นายประสารกล่าว
สำหรับตลาดหุ้น นายประสารกล่าวว่าหากดูปริมาณเงินที่ไหลเข้าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าน้อยกว่าที่ไหลเข้าในตลาดพันธบัตรค่อนข้างมาก และก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติเองก็เริ่มเทขายออกไปบ้างแล้ว เนื่องจากปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นไปค่อนข้างมาก ซึ่งธรรมชาติของตลาดหุ้นจะมีกลไกในการปรับตัวเอง ดังนั้นถามว่าถ้าเฟดถอนคิวอีจะช็อกต่อตลาดหรือไม่ ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก แต่ธปท.ไม่ประมาท ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
"เรื่องการปรับนโยบายคิวอียังไงก็คงเกิดแน่ เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น วิธีที่ดีสุด คือ เราต้องไม่ประมาท และอยู่ในสถานะที่เตรียมพร้อม รักษาดุลยภาพด้านต่างๆ ให้ดี เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเร็ว แม้ว่าจะยังไม่ทันลดการใช้คิวอีเลย จะเห็นว่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นทันที ดอกเบี้ยระยะยาวก็กระโดด ซึ่งถือเป็นบทเรียนแก่ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์" นายประสารกล่าว
เตือนรับมือสถานการณ์พลิกผัน
สำหรับความผันผวนในตลาดเงินนั้น นายประสารกล่าวว่า ควรต้องป้องกันตัวเองให้ดี ไม่ควรเปิดสถานะเงินตราด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เช่น ในยามที่เงินดอลลาร์อ่อนลง ดอกเบี้ยต่ำ แล้วไปสร้างหนี้สินในต่างประเทศเพิ่มมากๆ ในกรณีนี้หากเงินดอลลาร์กลับมาแข็งเหมือนที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจมหภาคและการดำเนินนโยบายการเงินด้วยเช่นกัน ธปท.เองก็ต้องระมัดระวังไม่ทำอะไรที่สุดขั้วเกินไป เพราะสถานการณ์อาจพลิกผันได้ทุกเมื่อ
"การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ที่เน้นความระมัดระวังนั้น ก็มีการวิเคราะห์จากต่างประเทศโดยประเมินว่า ถ้าสถานการณ์พลิกกลับโดย สหรัฐลดการทำคิวอีนั้น ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยถือว่ามีดุลยภาพที่ดี"
นายประสารกล่าวว่าขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าหมดยุคดอกเบี้ยต่ำ เพราะตอนนี้ไม่มีใครคาดเดาได้แม่นยำว่าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯและญี่ปุ่นจะฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งแค่ไหน แน่นอนว่า ในส่วนนโยบายการเงิน เขาก็ต้องพยายามทำให้มั่นใจว่า เศรษฐกิจเขาจะต้องดีขึ้นได้ต่อเนื่อง
"ระยะใกล้ๆ เราคงเห็นภาพแบบที่เราเห็นมาตั้งแต่ต้นปี แต่สิ่งที่จะสร้างความซับซ้อนในตลาดเงินมากขึ้น คือ ตลาดเงินเมื่อเห็นอะไรอยู่ข้างหน้าก็มักจะโดดเข้าใส่ ซึ่งก็ทำให้เกิดความผันผวนขึ้นได้ ในแง่ของผู้เกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว ก็ต้องระวังว่าเราอาจไม่ได้ดอกเบี้ยถูกมากๆ ไปเรื่อยๆ ก็ได้" นายประสารกล่าว
ภาระซับสภาพคล่องลดจากเงินไหลออก
นอกจากนี้ในภาวะที่ตลาดเงินโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ธปท.จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง ไม่กระโดดจนสุดขั้ว เพราะถ้านโยบายการเงินไม่สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง หรือการคาดการณ์ของตลาด ก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการทำนโยบายได้
"การดำเนินนโยบายการเงินของเราต้องใช้หลักระมัดระวัง ก้าวทีละนิดไม่กระโดดเป็นก้าวใหญ่ๆ เพราะถ้าผิดจากที่ควรเป็น จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือได้" นายประสารกล่าว
สำหรับภาวะการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศในช่วงนี้นั้น นายประสารกล่าวว่าไม่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาดเงิน เพราะช่วงที่ผ่านมา เงินไหลเข้าจำนวนมาก มีผลให้ ธปท.ต้องดูดซับสภาพคล่องไว้พอสมควร ดังนั้น เงินไหลออกก็ทำให้ ธปท.แบ่งเบาภาระการดูดซับสภาพคล่องส่วนนี้ลง
ปัจจุบัน ธปท.มีการดูดซับสภาพคล่องอยู่ที่ 4.7 ล้านล้านบาท ลดลงจากก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 4.9-5 ล้านล้านบาท
รับเงินบาทปีนี้ทิศทางผันผวน
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในปีนี้มีทิศทางที่ค่อนข้างผันผวน โดยตั้งแต่ต้นปีมา ค่าความผันผวนของเงินบาทไทยอยู่ที่ 6.4% แม้สูงขึ้นจากในอดีต แต่ถือว่ายังต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ที่อยู่ระดับ 9% หรือ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ที่อยู่ระดับ 8.5%
"ช่วงต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นตอบรับข่าวดีตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคประสบปัญหาภายใน ทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยจำนวนมากกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่การแข็งค่าของเงินบาทในบางช่วงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ช่วงหลังมีนักลงทุนมีความกังวลว่าทางการจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ มีสัญญาณดีขึ้น ก็ทำให้เงินบาทอ่อนลงในภายหลัง" นางจันทวรรณ กล่าว
หลังจากการประชุมเฟด ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้เทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท และขายในตลาดตราสารหนี้อีกราว 4 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 9 หมื่นล้านบาท
นางจันทวรรณ กล่าวว่า การเทขายของนักลงทุนต่างชาตินั้น ถ้าดูจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงเดียวกันที่ลดลงมากว่า 2.49% จึงคิดว่าน่าจะมีเงินบางส่วนที่ออกจากประเทศไทยไปบ้าง เพียงแต่ทิศทางการไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศนั้น ถือเป็นทิศทางเดียวกันในทั้งภูมิภาค ไม่ได้เกิดกับเฉพาะตลาดหุ้นของไทย
วานนี้(17 มิ.ย.) การเคลื่อนไหวของบาท/ดอลลาร์ร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรบาท ซึ่งเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในสัปดาห์ที่แล้ว โดยค่าเงินบาทเปิดตลาด ที่ระดับ 30.52 บาทต่อดอลลาร์ โดยอ่อนค่ามากสุดที่ 30.72 ก่อนจะแข็งค่าในช่วงท้ายตลาดที่ 30.60 บาทต่อดอลลาร์
เงินเอเชียอ่อนค่ารับประชุมเฟด
สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียอ่อนค่าลงโดยส่วนใหญ่ในวานนี้ เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับเงินทุนไหลออก ขณะที่นักลงทุนมองหาสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงินเมื่อใดและอย่างไร
ริงกิตร่วงลงจากแรงขายของกองทุน ขณะที่บาทปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไร ส่วนดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง หลังการเปิดเผยข้อมูลยอดส่งออกที่ต่ำกว่าคาดในเดือนพ.ค.
"ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินเอเชียยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ดูเหมือนว่ากองทุนบางส่วนได้ถอนการลงทุนออกไปแล้ว" นางยูนา ปาร์ค นักวิเคราะห์สกุลเงินและพันธบัตรจากบล.ดองบู กล่าว
"นักลงทุนจะไม่เปลี่ยนแปลงการคาดการณ์เรื่องการปรับลดมาตรการกระตุ้นของเฟด แต่บางส่วนก็หวังว่า เฟดอาจจะคลายวิตกของตลาด โดยระบุว่า เฟดจะคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อไปในขณะนี้"






