การทำธุรกิจให้สำเร็จทุนหนาคงไม่สำคัญเท่าใจที่มุ่งมั่น กล้าเสี่ยง บวกคิดวางแผนมาอย่างรอบคอบ เหล่าเข็มทิศที่จะนำพาธุรกิจให้ถึงเส้นชัย
“กบ” ชลกานต์ วิสุทธิพิทักษ์กุล อดีตนักโฆษณาสาว ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์สินค้าที่โด่งดังและติดตลาดมานักต่อนัก เธอตัดสินใจทิ้งงานประจำที่ทำมากว่า 10 ปี เพื่อเข้าสู่ถนนผู้ประกอบการอย่างเต็มตัว
นี่คือผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ “โพธิ์ ทรี” (Bodhi Tree) วอลเปเปอร์สัญชาติไทย ที่ไปสร้างชื่อไกลถึงเมืองนอกเมืองนาขวัญใจบรรดาอินทีเรียดีไซน์ตาน้ำข้าว โดยเฉพาะ อังกฤษ อิตาลี หรือแม้แต่ตลาดอาหรับก็ทึ่งในฝีมือเธอมาแล้ว ด้วยวอลเปเปอร์หลากลวดลายกว่า 1,000 แบบ จากฝีมือคนไทย จนกลายเป็นลูกค้าประจำและแนะนำลูกค้าใหม่ๆ ให้อย่างต่อเนื่อง
ภายในห้องทำงานขนาดกะทัดรัดย่านสุขุมวิท เปิดต้อนรับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ภาพแรกที่สะดุดสายตาคือเก้าอี้ทำงานตัวโปรดสีเขียวอ่อนของเจ้าถิ่น สีเดียวกับลายวอลเปเปอร์เก๋ๆ ที่อวดโฉมอยู่บนผนัง ทำให้ห้องทำงานเป็นเหมือนโชว์รูมแสดงสินค้าไปในตัว
“คุณกบ หรือพี่กบ” ชื่อเล่นที่เธอบอกให้เรียกเพื่อความคุ้นเคย ทักทายเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและอารมณ์ดี พร้อมบอกเล่าที่มาของธุรกิจให้ฟังว่า
“นี่เป็นธุรกิจแรกที่คิดอยากทำ หลังตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะลาออกจากงานประจำ เดิมเป็นนักโฆษณา ดูแลลูกค้า สร้างแบรนด์ให้ลูกค้ามาก็มาก แต่ถึงจุดๆ หนึ่ง ก็เริ่มเบื่อ เลยคิดว่าน่าจะหาอะไรที่เป็นของตัวเองทำมากกว่า”
จังหวะเดียวกับที่ช่วงนั้นเธอกำลังตกแต่งบ้านใหม่ และมองหาของแต่งบ้านเก๋ๆ รวมทั้งสิ่งสำคัญอย่าง “วอลเปเปอร์” ที่จะขาดไม่ได้เพื่อทำให้บ้านโดดเด่นและแตกต่าง
เธอบอกว่าพยายามหาวอลเปเปอร์สีเขียวอ่อนซึ่งเป็นสีโปรดมาติดบ้าน แต่ปรากฏว่าไปถามหากี่ร้านๆ คำตอบที่ได้ก็คือ “ไม่มี” แถมยังถูกมองว่า “บ้าหรือเปล่า” ใครจะคิดเอาวอลเปเปอร์สีเขียวมาติดบ้าน
วินาทีนั้นเองที่หัวการค้าเริ่มทำงาน บวกกับความเป็นคนกล้า(เสี่ยง) และพกความเฮงมาพอควร ที่สำคัญอยู่ในแวดวงโฆษณามานาน ทำให้เห็นจังหวะและช่องทางทำธุรกิจ เธอคิดว่า ต้องมีสักคนน่ะที่คิดเหมือนเธอ ต้องการของแบบเธอแต่หาซื้อไม่ได้ ไม่รอช้า เธอรีบเขียนแผนธุรกิจ(ในใจ) ขึ้นมาทันที
“คิดเลยล่ะว่าจะทำวอลเปเปอร์ขาย มันต้องเป็นสิ่งที่แตกต่างจากท้องตลาด มีลวดลายให้ลูกค้าได้เลือกหลายๆ แบบ เพราะเราเองก็ต้องการแบบนี้แต่หาซื้อไม่ได้ แล้วที่ขายทั่วๆ ไป ก็ทำมาเป็นล็อตๆ จะเลือกลายอะไรก็ไม่ได้ มีแต่ลายเชยๆ ตอนนั้นตัดสินใจทำโรงงานเลย ติดต่อหาซื้อเครื่องจักรนำเข้าจากอิตาลี เพราะเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องการออกแบบและทำวอลเปเปอร์ที่มีคุณภาพ ควักกระเป๋าลงทุนครั้งแรกไม่มากหรอก” เธอยิ้มๆ ไม่ค่อยอยากบอกตัวเลขชัดๆ แต่เดาว่าคงใช้ไปไม่น้อย
การหาตลาด และทำแบรนด์ ก็เป็นโจทย์สำคัญ ที่อดีตนักโฆษณาสาววางแผนไปพร้อมธุรกิจ โดยนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่เคยทำงานให้กับลูกค้า มาใช้กับธุรกิจของตัวเอง เหมือนจะง่าย แต่ในช่วง 1-2 ปีแรก เธอยอมรับว่า
“แป๊ก !! ขายของไม่ได้เลย” แต่ยังไม่เสียกำลังใจ เพราะคิดบวกไว้ก่อนแล้วว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
“ก็ต้องเดินหน้าทำงานต่อไป ทุ่มเทให้หนักขึ้นกว่าเดิม ก็หาลูกค้าไปเรื่อยๆ ไปออกทุกงานที่ทางกรมส่งเสริมการส่งออกจัด พี่ไปหมด ไปแบบหว่านแหหาลูกค้าเลยนะ” (หัวเราะ)
เธอบอกว่า ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าลูกค้าอยู่กลุ่มไหน จนเมื่อเริ่มจับทางถูก ก็เห็นเลยว่าลูกค้าที่มาเยอะมาก คือกลุ่มนักตกแต่งภายในที่ออกแบบสินค้าให้กับทางโรงแรม รีสอร์ท กระทั่งวัด ก็มาสั่งให้ผลิตตามลวดลายที่อยากได้ หรือมาช้อปแบบที่ต้องการซึ่งมีให้เลือกจำนวนมาก ตลอดจนกลุ่มร้านอาหารไทย สปาไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ที่ต้องการลวดลายไทยๆ ทั้งแบบคลาสิกและไทยประยุกต์ไปตกแต่ง
“ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นลูกค้าที่แนะนำปากต่อปากกัน แต่ก็มีบางส่วนที่รู้จักผ่านทางช่องทางโซเซียลมีเดีย”
พอธุรกิจเริ่มตั้งไข่ได้ เธอก็เดินหน้าขายงานให้กับกลุ่มนักตกแต่งภายใน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเดินสายไปแสดงสินค้าในต่างประเทศ จนเป็นที่รู้จักในต่างแดน ถึงวันนี้มีลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ 50% ส่วนอีก 50% เป็นลูกค้าคนไทย ขณะที่ “แบรนด์โพธิ์ ทรี” ยังคงรักษาฐานที่มั่นในตลาดบน มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 4-5% ของตลาดบนซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 20% ของมูลค่าตลาดวอลเปเปอร์ในภาพรวมที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท
“ปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 15% ก็พอ ส่วนรายได้รวม ไม่ชอบพูด เดี๋ยวจะดูอวดตัวเลขกันเกินไป” (ยิ้ม)
นักธุรกิจคิดต่างยังบอกเราว่า ตลาดวอลเปเปอร์ในบ้านเรา แบ่งเป็น 3 ตลาด คือตลาดบนมีอยู่ประมาณ 20% ตลาดกลางมี 30% ส่วนที่เหลือ 50% เป็นตลาดล่าง โดยปีที่ผ่านมาตลาดรวมเติบโตถึง 40% สอดรับไปกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวดีมาก คอนโดมิเนียมใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอานิสงส์หลังน้ำท่วมหนักที่ผู้คนต้องเปลี่ยนวอลเปเปอร์กันยกแผง
เอ่ยถามเรื่องชื่อแบรนด์สินค้า ที่เก๋ไก๋ ไม่ซ้ำแบบใคร ชลกานต์บอกว่า คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องนำเสนอสินค้าที่เป็นไทยแท้ๆ และก็นึกถึงคอนเซ็ปต์ที่ต้องดูแข็งแกร่ง ยั่งยืน เติบโตได้ต่อเนื่อง
“ชื่อแบรนด์ก็สำคัญ มันต้องสื่อถึงความก้าวหน้า อย่างชื่อพวกต้นไม้นี่ก็จำได้ง่ายดี จะเอาชื่อต้นแอ๊ปเปิล ต้นโอ๊ค อะไรอย่างนี้ในต่างประเทศเขาก็มีหมด คงจะซ้ำไปแล้ว เลยใช้ชื่อต้นโพธิ์ ต้นไม้สำคัญของบ้านเรา แถมยังความหมายดี เป็นอะไรที่สว่างไสวด้วยปัญญา เพราะพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ต้นนี้” เธอบอก
โดยตั้งใจให้แบรนด์ “โพธิ์ ทรี” เป็นหนึ่งใน Big Player ในเอเชียให้ได้ แม้ว่าขณะนี้หลายๆ ประเทศทั่วโลกจะรู้จักโพธิ์ ทรี ดีอยู่แล้ว โดยผู้เล่นในระดับท็อปของเอเชียมีแค่ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น
“ถามในแง่กำลังการผลิต บอกตรงๆ ว่ายังคงไม่ถึงระดับจีนแน่นอน อีกแหล่งผลิตก็มียุโรปและอเมริกา ส่วนเกาหลีนี่ช่วงหลังมาแรง ทำลวดลายสวยๆ แปลกๆ แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ ต้องพัฒนาออกแบบลวดลวยและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้งานมีคุณภาพดีกว่าคนอื่น ตอนนี้ก็ทุ่มงบไปกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดผ้าม่านม้วน เป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีคนทำ ตอนนี้อยู่ระหว่างทดลองนำไปติดตั้งในโครงการอสังหาฯ รายหนึ่งอยู่” เธอบอกความมุ่งมั่น
การสนทนาที่ออกรส เดินมาถึงปลายทาง ชลกานต์บอกว่า จะทำธุรกิจให้ได้ดีและประสบความสำเร็จ อย่างแรกที่ต้องมีคือ ใจที่มุ่งมั่น เพราะแม้จะมีเงินมากมายแต่ก็ไม่สำคัญเท่าใจ และต้องเข้าใจในงานที่ทำ อย่างวอลเปเปอร์แม้จะเป็นงานที่เรียกว่า Functional แต่ก็คืองาน Emotional ที่ต้องสะท้อนตัวตนของเจ้าบ้าน หากเข้าถึงอารมณ์ของคนใช้สินค้าได้
นั่นหมายถึงคุณมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
+++++++++++++++++++++++++++
Key to Success
สำเร็จได้อย่าง “โพธิ์ ทรี”
๐ กล้าตัดสินใจทำธุรกิจที่เห็นว่ามีโอกาส
๐ คิดแตกต่าง และมีใจมุ่งมั่น
๐ เมื่อลงมือทำแล้วต้องไม่หยุดพัฒนา
๐ เข้าใจผู้บริโภคว่าต้องการอะไร


