ตลาดเงิน-หุ้นเอเชียปั่นป่วน ผวาเฟดลดคิวอี ในการประชุมสัปดาห์หน้า อินเดียอัดฉีดดอลลาร์อุ้มค่าเงินรูปี อินโดฯแทรกแซงรูเปี๊ยะห์ พร้อมขึ้นดบ.
ตลาดการเงินปั่นป่วนทั่วภูมิภาคอาเซียน จากแรงเทขายหุ้นทั่วภูมิภาคและขายเงินสกุลเอเชีย จากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องในตลาด
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ในช่วงท้ายตลาดวานนี้ (12 มิ.ย.) กลับแข็งค่าต่ำกว่า 31.00 หลังจากในระหว่างวันทำการ ค่าเงินร่วงลง 0.7% แตะ 31.17 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2555 โดยถูกกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรของไทย
ช่วงปิดตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 30.95/31.00 จาก 31.07/12 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 30.93/98 จาก 31.06/11 ในช่วงเช้า
การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นของเอเชีย ที่อ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากผิดหวังที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ไม่ได้ประกาศมาตรการใหม่ในการลดความผันผวนของตลาดพันธบัตร ซึ่งอ่อนค่าลงมากสุดตั้งแต่เดือนพ.ค. 2010 เป็นต้นมา
ค่าเงินหลายสกุลในเอเชียเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก โดยธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ระบุว่าพร้อมอัดฉีดดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเพื่อพยุงรูเปี๊ยะห์ที่อ่อนค่าลงตามสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย จากความวิตกเกี่ยวกับกระแสเงินทุนไหลออกจากความหวังที่ว่าสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นายเพอร์รี วาร์จิโย รองผู้ว่าการธนาคารกลาง กล่าวว่า จะอัดฉีดดอลลาร์เป็นจำนวนมาก เพื่อทำให้รูเปี๊ยะห์มีเสถียรภาพ"
ด้าน นายดีฟิ เอ โจฮันสยาห์ โฆษกของธนาคารกลางอินโดนีเซีย แถลงในวันเดียวกันว่าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืน (FASBI) 0.25% สู่ 4.25% เพื่อปกป้องค่าเงินรูเปี๊ยะห์ที่ร่วงลง
"นอกเหนือจากการแทรกแซงดังกล่าวแล้ว BI ก็จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองด้วย" เขากล่าว
เช่นเดียวกันอินเดียที่เผชิญกับความผันผวนอย่างหนักของค่าเงินรูปี นายมนเทก ซิงห์ อาห์ลุวลัย รองประธานคณะกรรมาธิการวางแผนของอินเดีย กล่าวว่า ธนาคารกลางอินเดียได้เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราเพื่อสกัดการร่วงลงของรูปี
เทรดเดอร์ กล่าวว่า ธนาคารกลางได้ขายดอลลาร์ต่อรูปี ผ่านธนาคารของรัฐที่ระดับ 58.95 หลังจากที่รูปีต่อดอลลาร์ ร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 58.98
บาทอ่อนค่ารอบกว่า 5 เดือน
สำหรับค่าเงินบาท ทำสถิติอ่อนค่าในรอบกว่า 5 เดือน โดยนักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าในระดับใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ เพราะว่าเงินไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร มีเพียงอินเดียที่อ่อนค่ารุนแรงกว่าทุกสกุล เพราะเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างผันผวนรุนแรง แต่แนวโน้มเงินบาทยังอ่อนค่าลงได้อีก
ในระยะสั้น มองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.35 บาทต่อดอลลาร์
หุ้นเอเชียร่วงติดต่อกันวันที่ห้า
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลงวานนี้ โดยดัชนี เอ็มเอสซีไอ สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น อ่อนตัวลง 0.3% โดยปรับตัวบริเวณระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนครึ่ง ขณะที่ดัชนีร่วงลงเป็นวันที่ห้าติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 3 เดือน
นักวิเคราะห์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายปัจจุบันของเฟด แม้จะไม่เกิดขึ้นในเร็วนี้
ดัชนีนิกเคอิ ดิ่งลงถึง 2.4% ก่อนที่จะปิดตลาดลบเพียง 0.21% หลังจากที่ปิดร่วงลง 1.5% เมื่อวันก่อน โดยดัชนีปรับลดลงราว 10% แล้วจากระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่งในเดือนที่แล้ว
หุ้นออสเตรเลียร่วงลง 0.7% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่หุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 0.56%
หุ้นไทยร่วงจากแรงเทขายต่างชาติ
สำหรับตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1433.47 จุด ลดลง 19.16 จุด หรือ 1.32% มูลค่าการซื้อขาย 66,506.14 ล้านบาท แม้มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นระหว่างวัน จนสามารถยืนแดนบวกได้ โดยแตะระดับสูงสุดที่ 1457.68 จุด
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิวานนี้อีก 5,854.74 ล้านบาท โดยเริ่มขายสุทธิหุ้นไทยตั้งแต่เดือนเม.ย. 2556 ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-13 มิ.ย. นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 55,142.50 ล้านบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการประสานงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงินตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในครึ่งปีหลัง ประเมินว่ายังผันผวนอยู่ และเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศก็มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผ่านมา คืออาจมีการขายสุทธิต่อเนื่อง
สาเหตุหลักมาจากทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีทิศทางฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐประกาศชะลอหรือยกเลิกมาตรการคิวอี ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็มีปัจจัยเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ส่วนเศรษฐกิจจีนก็ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเร่งด่วนตามที่คาด
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐอเมริกาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไรนั้นยังไม่มีใครรู้ แต่ท่าทีของเฟดที่เริ่มส่งสัญญาณด้วยการชะลอมาตรการคิวอีก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เชื่อว่าหากสหรัฐใช้นโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด ทิศทางของเงินก็จะไหลกลับสู่สหรัฐทันที
ก.ล.ต.ระบุการซื้อขายเป็นปกติ
นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคิน-ภัทร กล่าวว่า สถานการณ์เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2%ของเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2529 มีวงเงินรวม 1.1 แสนล้านดอลลาร์ แนวโน้มอาจจะไหลออกได้อีกถึงระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 10% ก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่การจะขายในสัดส่วนดังกล่าว ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะมีอิทธิพล ซึ่งคงต้องมีปัจจัยลบที่รุนแรง เพราะว่าจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำกว่าระดับ 1 พันจุด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจะพบว่านักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) และการเพิ่มทุนขายให้ทั่วไป (PO) จำนวนมาก ซึ่งนักลงทุนต่างชาติพร้อมที่จะขายทำกำไรอยู่แล้ว
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ในภาวะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงและมีความผันผวนสูงในช่วงนี้ จากการตรวจสอบจากโบรกเกอร์ พบว่า ตัวเลขของการบังคับขาย (ฟอร์ซเซล) ในรอบนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่ยอมรับว่ามีโบรกเกอร์บางรายที่ต้องเรียกหลักประกันเพิ่มในบัญชีสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิน โลน) แต่ถือว่าอยู่ในระดับปกติ สาเหตุที่ตัวเลขฟอร์ซเซลและการเรียกหลักประกันไม่ได้มีวงเงินที่สูง เนื่องจากปัจจุบันโบรกเกอร์มีการปล่อยมาร์จิน โลน ในสัดส่วนไม่สูงมาก รวมทั้งหุ้นที่โบรกเกอร์ปล่อยมาร์จินโลนมีจำนวนน้อยลง ดังนั้นทำให้ตัวเลขดังกล่าวมีสัดส่วนไม่สูงมาก
"กิตติรัตน์"ชี้เป็นเรื่องปกติเงินไหลออก
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง พร้อมกับมียอดเงินไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ ถือเป็นเรื่องปกติที่ดัชนีหุ้นไทยจะปรับลดลง ขณะเดียวกัน ก็มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศ ซึ่งเป็นผลจากแนวนโยบายเพิ่มปริมาณเงินของสหรัฐเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการไหลออกของเงินทุนนี้ ไม่ได้ทำให้ประเทศต้องกระทบกระเทือน ในทางกลับกันจะสร้างความสมดุลให้กับระบบเศรษฐกิจด้วยซ้ำ
"ความจริงแล้ว เงินจำนวนมากไม่ควรจะไหลเข้ามาในประเทศด้วยซ้ำ ฉะนั้น ถ้าเงินนั้นจะไหลออกไปก็ไม่แปลก ในทางกลับกันอาจเป็นประโยชน์ที่ดีด้วยซ้ำ เพราะหลายไตรมาสที่ผ่านมา หรือ ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว มีเงินมากไหลเข้ามามาก เพราะสนใจการลงทุนในพันธบัตรที่มีผลตอบแทนที่มาก ดังนั้นเงินไหลก็เข้ามามากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็เป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าจาก 31 บาทเศษ มาอยู่ที่ 28 บาท เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา"
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะการปรับตัวของราคาที่มาก ก็อาจทำให้เกิดผลได้เสียต่อผู้ลงทุน ตลาดหุ้นกับความผันผวนถือเป็นเรื่องที่คู่กัน และทุกครั้งที่มีการปรับราคาแรง ก็ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนด้วยเช่นกัน
ชี้รอสัปดาห์หน้าชัดเจนมติเฟด
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ รวมถึงค่าเงินบาทไทย เชื่อว่าจะมีความผันผวนต่อเนื่องไปจนกว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้ ว่าตกลงแล้วเฟดจะลดปริมาณการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (คิวอี) หรือไม่ และถ้าลดจะดำเนินการเมื่อไร ดังนั้นจึงยังต้องติดตามดูผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด หรือ เอฟโอเอ็มซี ซึ่งจะมีการประชุมในวันพุธหน้า ว่า จะมีมติออกมาเช่นใด
"ตอนนี้ดูเหมือนว่าตลาดจะคาดการณ์ไปล่วงหน้าแล้ว ว่า เฟดอาจลด คิวอี3 ลงในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า จากที่อัดฉีดเข้าระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนที่กู้ยืมเงินดอลลาร์มาลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้ รีบชิงขายสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อจะ Unwind Position จากการทำ Dollar Carry Trade (ปิดฐานะการกู้ยืมเงินในรูปดอลลาร์เพื่อไปลงทุน) จึงเห็นว่านักลงทุนรีบเทขายสินทรัพย์ที่พอจะมีกำไรต่างๆ ออกมาก่อน" นางสาวอุสรา กล่าว
ระบุภาวะความหวาดกลัวของตลาด
นางสาวอุสรา กล่าวอีกว่า ผลจากความกังวลดังกล่าว ทำให้นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายสินทรัพย์ในตลาดที่เคยมีการลงทุนไว้ก่อนหน้านี้จำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นราคาสินทรัพย์ต่างๆ รวมทั้งค่าเงินของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม TIP คือ ไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์
สำหรับ ประเทศไทย ก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยตลาดหุ้นปรับขึ้นจากระดับกว่า 400 จุด เพิ่มขึ้นเป็น 1600 จุด และยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ 28.50 บาท แต่หลังจากมีข่าวเรื่องเฟด อาจยุติการใช้คิวอีก่อนกำหนดออกมา ก็ทำให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ระดับ 31 บาท ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือนเศษ
"จะเห็นว่า ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นผลทางจิตวิทยา ซึ่งประเด็นจริงๆ คือ ความหวาดกลัวของตลาดเอง"





