วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มิลล์คอนเร่งปิดดีลทีเอสเอสไอ

"สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล"คาดอีก 2 สัปดาห์สรุปแนวทางซื้อกิจการอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย รับดีลนี้ซับซ้อนหวั่นมีปัญหา ต้องดึงนัก.ม.เข้ามาช่วย

นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลล์คอนสตีล จำกัด (มหาชน)(MILL) กล่าวว่าแผนการซื้อกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย(TSSI) คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะได้ข้อสรุปว่าจะเลือกลงทุนในแนวทางใดบ้าง เช่นการทำรายการเข้าซื้อเฉพาะสินทรัพย์ หรือแนวทางซื้อหนี้ที่มีหลักประกัน โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุน อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเมื่อเข้าไปพิจารณาข้อมูลภายในบริษัทดังกล่าวกล่าวพบว่ามีความซับซ้อนในเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย ทำให้รู้สึกกังวล จึงจำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาให้ความช่วยเหลือเพื่อให้การเจรจาสำเร็จได้

"หลังจากที่บริษัทฯได้แต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็นประธานกรรมการและกรรมการอิสระ ล่าสุดได้มีการมอบนโยบายให้กับฝ่ายบริหาร โดยให้เร่งดำเนินโครงการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ สอดรับกับแผนการเข้าซื้อกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย และได้แต่งตั้งคุณพินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักลงทุนจีนและญี่ปุ่น โดยบริษัทหวังว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนในการหาพันธมิตรในบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย"นายสิทธิชัยกล่าว

เขากล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10-15% จากปีก่อนที่ทำได้ 16,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ประกอบกับแนวโน้มการบริโภคเหล็กโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 7-8% โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8% จากเดิมที่ทำได้ 5% หลังจากที่โครงการ Green Mill ซึ่งเป็นการผลิตเหล็กคุณภาพสูง โดยสามารถเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ได้เต็มในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2556 จะใกล้เคียงและมีโอกาสเติบโตมากกว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทฯ ได้มียอดขายเหล็กดังกล่าวล่วงหน้าไปแล้ว โดยราคาเหล็กเฉลี่ยไตรมาส 1 อยู่ที่ 21 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาเหล็กในปีนี้บริษัทฯ ประเมินว่ายังคงอยู่ในทิศทางที่ผันผวน ซึ่งคาดว่าทั้งปีราคาเหล็กจะเฉลี่ยอยู่ที่ 19.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ในไตรมาส 2/2556 บริษัทฯ ได้เริ่มผลิตสินค้าใหม่ที่เป็นเหล็กตัดพับขึ้นรูป และจะเริ่มวางขายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ

การเข้าซื้อกิจการบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย มีมูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวนั้นบริษัทนำมาจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จำนวน 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทได้เสนอขายให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ PP ซึ่งเป็นนักลงทุนจากประเทศอิตาลี จาก 7% เพิ่มเป็น 10% และขายให้กับบุคคลทั่วไปจำนวน 2-3 ราย ส่วนจำนวนเงินที่เหลือบริษัทจะนำมาจากสถาบันการลงทุน

รวมถึงพันธมิตรที่มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทอยู่แล้ว และการหาพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเหล็ก ซึ่งหากสามารถเข้าซื้อกิจการได้จะช่วยให้บริษัทมียอดการผลิตที่เพิ่มขึ้น สำหรับสัดส่วนการผลิตเดิมอยู่ที่ 8 แสนตันต่อปี และบริษัท TSSI มียอดการผลิต 5 แสนตันต่อปี หากบริษัทสามารถเข้าซื้อกิจการได้ จะช่วยให้ในปีหน้า มีรายได้อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 จะทำให้มีรายได้ 3 หมื่นล้านบาท