วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ดแข่งขันเคาะเกณฑ์รวมธุรกิจ

"บอร์ดแข่งขันการค้า"เคาะเกณฑ์รวมธุรกิจ ระบุก่อน-หลังรวมมีส่วนแบ่งตลาด 30% ขึ้นไป ยอดขายทั้งปี 2 พันล้านบาท เข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ครั้งที่ 2/2556 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการพิจารณากำหนดเกณฑ์การรวมธุรกิจ ตามที่อนุกรรมการกำหนดเกณฑ์การรวมธุรกิจเสนอ ซึ่งธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวไม่ว่า หลัง หรือก่อนรวมธุรกิจจะถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด หากมีพฤติกรรมที่เป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ผิดหรือถูกร้องเรียน และจะมีความผิดตามพ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า 2542 ทันที

สำหรับเกณฑ์การรวมธุรกิจ ได้แก่ 1. ก่อนหรือหลังรวมธุรกิจมีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 30% ขึ้นไป และมียอดขายหรือรายได้ในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ในสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง 2. การได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในคราวเดียวกันหรือหลายคราว กรณีบริษัทมหาชน ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป กรณีบริษัทจำกัดตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และรายใดรายหนึ่งหรือทั้งสองรายรวมกัน มีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 30% ขึ้นไปและมียอดขาย หรือรายได้ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไปในสินค้าและบริการหนึ่ง

ส่วนธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะ ให้คณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายเฉพาะกำหนดเกณฑ์การรวมธุรกิจพิจารณาแนวปฏิบัติการรวมธุรกิจ (Guideline) และแบบคำขออนุญาตรวมธุรกิจ ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน เพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

นายบุญทรง กล่าวอีกว่า กรณีการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมได้รับทราบการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดของสองบริษัท ทำให้มีอำนาจตลาดเพิ่มขึ้น แต่วิเคราะห์แล้วพบว่า จะทำให้มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้บริโภคจำได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ. แข่งขันทางการค้าฯ จะมีการพิจารณาพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยไม่เป็นธรรม ในการกำหนดเงื่อนไขในลักษณะที่เป็นการบังคับโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การเรียกค่าธรรมเนียม

ส่วนกรณีบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ที่ประชุมมีมติเห็นแย้งอัยการสูงสุด หลังมีความเห็นไม่ฟ้องบริษัท เอ.พี. ฮอนด้าฯ โดยเพราะคณะกรรมการเห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่ใช่การแข่งขันโดยเสรี และมีผลเป็นการทำลาย ขัดขวางการประกอบธุรกิจของผู้อื่น ตามความผิดม. 51

นายบุญทรง กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติสำหรับเรื่องร้องเรียน โดยกรณีการห้ามขายสินค้าของคู่แข่งในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ที่ประชุมให้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนเพิ่มดำเนินการสืบสวนและสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันก่อนเสนอความเห็นให้คณะกรรมการฯ ส่วนกรณีร้องเรียนเก่าคือ การจำหน่ายสุราพ่วงเบียร์ ที่ได้ตั้งอนุกรรมการสอบสวนไปแล้วและอนุกรรมการชุดเดิมหมดวาระเมื่อ 4 ก.พ. 2556 ให้แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นใหม่เพื่อทำงานแทน
ส่วนเรื่องร้องเรียนอื่นๆ ได้แก่ กรณีการขายพ่วงสินค้าเครื่องดื่ม การฮั้วราคาค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ การกีดกันทางการค้าในธุรกิจอาหาร และกรณีผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารสามารถในห้างสรรพสินค้า ทั้งหมดไม่เข้าข่ายความผิด