เวิลด์แบงก์ห่วงกรุงเทพฯตั้งอยู่ปากแม่น้ำทรุดตัวลงทุกปี มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วม ทำไทยเสียโอกาสศก. แนะผู้กำหนดนโยบายรับมือความท้าทาย 3 ด้าน
วานนี้ (3มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ระดับสูงธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ จากสิงคโปร์ เดินทางมาเยือนไทย เพื่อเสนอรายงานเรื่อง "ความจำเป็นของการประเมินความเสี่ยงด้านภัยพิบัติต่อความพยายามในการขจัดความยากจนและการพัฒนาที่ยั่งยืน" โดย เบิร์ท ฮอฟแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวถึงรายงานว่าด้วยแนวนโยบายเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติในเอเชียตะวันออก และแปซิฟิกว่า ปัจจุบันเมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รวมทั้งกรุงเทพฯของไทย มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงขึ้น เนื่องจากขาดการวางแผนจัดการเมืองที่ดี ส่งผลให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ภูมิภาคนี้กำลังขยายตัวได้ดี
"ประชาชนส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอาศัยอยู่ในเมืองกว่า 50% ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ จาการ์ต้าและมะนิลา เมืองมีการขยายตัวมากทำให้ยิ่งเปราะบางสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ และ 30 ปีข้างหน้าการขยายของตัวเมืองยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้รัฐบาลประเทศในภูมิภาคนี้ ต้องยิ่งบริหารจัดการอย่างดีเพื่อป้องกันความเสี่ยงมาจากภัยพิบัติ" ฮอฟแมนตั้งข้อสังเกต
ด้าน อับฮาส จาฮา ผู้จัดการหน่วยงานการขนส่ง ตัวเมืองและการจัดการความเสี่ยงจากอุบัติภัย ประจำเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมจัดทำรายงานข้างต้นของธนาคารโลก กล่าวชื่นชมรัฐบาลไทยว่าจากเหตุน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปีเมื่อปลายปี 2554 รัฐบาลสามารถตอบสนองแก้ปัญหาปัญหาได้อย่างรวดเร็วในหลายด้าน
ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ลงทุนบริหารจัดการน้ำในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นได้เร็วกว่าที่คาด แต่แนะนำผู้กำหนดนโยบายของไทยว่าจากความเสี่ยงที่เมืองสำคัญต่างๆ ในเอเชียตะวันออก จะเผชิญภัยพิบัติมากขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมรับมือความท้าทาย 3 เรื่อง
เรื่องแรก จาฮา กล่าวว่า เป็นการใช้งบ 3.5 แสนล้านบาทอย่างไร ซึ่งเขาเห็นว่า รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดผลดีกลับมาได้มากที่สุด และใช้งบให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
เรื่องที่สองเป็นการทำงาน และวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการศึกษากฎหมายเกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดกระบวนการดำเนินการและวางแผนอย่างบูรณาการร่วมกันในทุกหน่วยงาน
ส่วนความท้าท้ายสุดท้าย จาฮา มองว่า กรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เพราะเป็นพื้นที่มีที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเป็นที่ดินทรุดตัวลงทุกปี และมีการขยายตัวของชุมชนเมืองกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นที่ที่จะความเสี่ยงอาจเกิดขึ้น
"การใช้ประโยชน์จากพื้นที่และวางแผนการใช้ที่ดินกับวางผังเมือง รองรับการขยายตัวของเมือง ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้พ้นจากความเปราะบางเกิดภัยพิบัติ ถือเป็นความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายของไทย และถือเป็นเรื่องยากที่สุดในการปฏิบัติ เพราะพื้นที่ต่างๆ ในเมืองโตเร็วมาก เวลามีภัยพิบัติคนในชุมชนได้รับผลกระทบมาก ในไทยมีปัญหาการจัดสถานที่ให้การผลิตและภาคอุตสาหกรรมว่าควรอยู่ที่ไหน" นายจาฮากล่าว
แนะมาตรการระยะสั้น-ยาว
จาฮาให้คำแนะนำด้วยว่า การลงทุนเรื่องการลดความเสี่ยงและการเตรียมรับมือภัยพิบัติมีความคุ้มค่า ดังนั้นรัฐบาลของแต่ละประเทศรวมไทย ควรมีมาตรการทั้งระยะสั้น กลางและยาว
ในระยะสั้น จาฮา กล่าวว่า เป็นการลงทุนในระบบพยากรณ์เหตุร้าย และการเตือนภัยของอุตุนิยมวิทยา ส่งเสริมโครงการระดับชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งธนาคารโลกขอชื่นชมชุมชนบางบัว ย่านบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยยกให้เป็นตัวอย่างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ประสบความสำเร็จการป้องกันภัยพิบัติ
ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาวนั้น ควรสร้างความสมดุลระหว่างการลงทุนในโครงสร้างทางวัตถุและโครงสร้างพื้นฐาน โดยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมหรือพื้นที่สีเขียว เช่น อนุรักษ์ป่าโกงกางและพื้นที่ชายเลน ควบคู่กันไปด้วย และควรมีการเตรียมพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการเงินการคลัง เพื่อใช้สนับสนุนป้องกันความเสี่ยงเกิดจากภัยพิบัติ และระบบการคุ้มครองเครือข่ายป้องกันทางสังคม เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง
เผยความสูญเสียช่วง20ปี
ในรายงานของธนาคารโลก ระบุว่า ประชากรจำนวนมากกว่า 1,600 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติตั้งแต่ปี 2543 อีกทั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การสูญเสียโอกาสจากภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คิดเป็นสัดส่วน 61% ของอัตราการสูญเสียทั่วโลก ขณะเดียวกันความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติได้ขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งโลก ด้วยมูลค่าที่สูงขึ้น 15 เท่าในช่วงทศวรรษหลังปี 2533 เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษหลังปี 2493
ในปี 2554 เป็นปีที่มีมูลค่าความสูญเสียสูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่าประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกได้รับผลกระทบสูงสุด โดยยกตัวอย่างมีความสูญเสียเฉลี่ยต่อปีสำหรับประเทศวานูอาตู ประเมินไว้ที่ 6.6%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) และประเทศตองกาอยู่ที่ 4.4%ของจีดีพี
ทั้งนี้การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ และภาวะการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง บวกกับการกระจุกตัวของประชากรและสินทรัพย์ในเมืองต่างๆ มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ต่อไป แต่การขาดการวางแผนเมืองอย่างรอบคอบ ยิ่งทำให้ชุมชนตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งถิ่นฐานที่ไม่เป็นทางการและมีการจัดการที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ยิ่งเวลานี้เมื่อเอเชียกำลังกลายเป็นที่ตั้งของมหานคร 21 แห่ง จากมหานคร 37 แห่งทั่วโลกภายในปี 2568 มูลค่าความสูญเสียทางโอกาส จากภัยพิบัติจำนวนมหาศาลที่สูงถึงหลายพันดอลลาร์ อาจพบเจอได้บ่อยครั้งมากขึ้น
ห่วงกระทบรายจ่ายรัฐ
รายงานของธนาคารโลก ระบุว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก ต้องเผชิญผลกระทบอย่างรุนแรงด้านรายจ่ายสาธารณะหรือรายจ่ายภาครัฐ เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบด้านการเงินเพิ่มสูงขึ้น ในการบูรณะและฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติ ในประเทศหมู่เกาะโซโลมอนซึ่งเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2550 มูลค่าความสูญเสียสูงประมาณ 95%ของงบประมาณประเทศ
ส่วนในกัมพูชา ลาวและฟิลิปปินส์ มูลค่าความสูญเสียอาจอยู่ที่ 18%ของรายจ่ายรัฐหรือมากกว่านี้ สำหรับภัยพิบัติในช่วง 200 ปีดังนั้นการเพิ่มขึ้นของภัยพิบัติ ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอื่น เป็นเหมือนการเตือนว่าถึงเวลาแล้วสำหรับมาตรการที่เร่งด่วน
"ในรายงานเรื่องความจำเป็นของการประเมินความเสี่ยงด้านภัยพิบัติต่อความพยายามในการขจัดความยากจนและการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องการบอกว่าภัยธรรมชาติทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นภัยพิบัติเสมอไป ด้วยการจัดการที่ดีขึ้น และความร่วมมือช่วยเหลือกัน การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง สามารถเป็นพลังผลักดันอันยิ่งใหญ่สำหรับการพัฒนาประเทศ และเปิดโอกาสให้สนองตอบต่อความต้องการของคนยากจนในเมือง ซึ่งมักจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงระดับมากที่สุด" จาฮา กล่าวสรุป









